logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo
star Bookmark: Tag Tag Tag Tag Tag
Thailand

เร่งหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี งบปี63 ช้า ทำเงินหาย 8 หมื่นล้าน

Share :
line-share-logo

สศค.ตั้งหน้ารอนโยบายรัฐบาล

นายลวรรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่งบประมาณปี 63 ออกล่าช้าไป 3 เดือน จากเดิม ต.ค.62 เป็น ม.ค.63 ทำให้ไม่มีเม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 63 ได้รับผลกระทบราว 70,000-80,000 ล้านบาท ดังนั้น สศค.จึงต้องหาวิธีมาชดเชยเม็ดเงินในเศรษฐกิจที่สูญเสียไป คือการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประจำปี อาทิ นำงบมาอบรมพัฒนาข้าราชการ การเร่งรัดเบิกจ่ายโครงการที่ต้องดำเนินการในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 มาเบิกจ่ายในไตรมาสแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประจำปีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งการหามาตรการมาชดเชยนั้น เป็นเรื่องแรกที่ รมว.คลังใหม่ควรรับทราบ โดย สศค.จะรอฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะเสนอมาตรการที่เตรียมไว้ให้พิจารณา ทั้งนี้ ปี 63 สศค.จะยังคงกรอบงบประมาณไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาทตามเดิม แต่อาจมีการเปลี่ยนไส้ในหรือนโยบายต่างๆ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารแล้ว

ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่นั้น ยังรอดูความชัดเจนเรื่องแนวทางปฏิบัติ เพราะปัจจุบัน สศค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังตีความไม่เหมือนกัน อาทิ การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% จะลดหย่อนตามขั้นบันได หรือคิดเป็น 10% ของรายได้ ส่วนเรื่องการเพิ่มเงินเบี้ยคนสูงอายุ 1,000 บาท จะจ่ายยังไง เช่น ผู้สูงอายุที่ได้ 600-800 บาทต่อเดือน จะได้เพิ่มเป็น 1,000 บาท แต่ผู้สูงอายุที่ได้เงิน 1,000 บาทอยู่แล้วก็เท่ากับไม่ได้รับเงินเพิ่ม นอกจากนี้ จะแจกเงินแค่ผู้สูงอายุที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือแจกให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เป็นต้น ซึ่งต้องมาหารือรายละเอียดกัน

นายลวรรณยังกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะครบกำหนดในปี 63 นั้น ขณะนี้ สศค.กำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนใหม่ ที่จะนำมาทดแทนกองทุน LTF เดิม เช่นอาจกำหนดสัดส่วนให้ลงทุนในกองทุนที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุนเอสเอ็มอี โดยหลักเกณฑ์สำหรับกองทุนใหม่นั้นจะเสร็จก่อนกองทุนเดิมหมดอายุแน่นอน ทั้งนี้ กองทุน LTF เดิมไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำได้ เพราะคนที่มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่าผู้มีรายได้น้อย และการที่จัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาเพราะต้องการให้มีนักลงทุนสถาบันในตลาดมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ก็เติบโตขึ้นมากแล้ว นอกจากนี้ สศค.กำลังหารือภายในว่าถ้ามีหรือไม่มีกองทุนจะกระทบกับตลาดหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน”.

อ่านเพิ่มเติม...

All rights and copyright belongs to author:
Themes
ICO