กุมภเมลา เทศกาลชำระบาปตามคติฮินดู กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ ที่อินเดีย (ภาพ-Reuters)

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : อะไรอยู่เบื้องหลัง โควิดรอบ2ที่อินเดีย

ทุกประเทศทั่วโลกในยามนี้ ไม่มีประเทศไหนตกอยู่ในสภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มากเท่ากับอินเดีย
อัตราการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันใหม่ต่อวัน พุ่งทะลุเกิน 200,000 คนต่อวัน สูบเอาศักยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุขเท่าที่มีอยู่เหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว
โรงพยาบาลใหญ่ ขนาด 900 เตียง หากจำเป็นต้องรับผู้ป่วยวันละกว่า 150 ราย ต่อเนื่องกันเพียงไม่กี่วันก็ไม่หลงเหลือขีดความสามารถในการรับผู้ป่วยได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบาดอย่าง โควิด-19
เมื่อระบบสาธารณสุขไม่มีขีดความสามารถหลงเหลือในการรับมือกับโรคได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ก็คือ อัตราการเสียชีวิตจะทวีสูงขึ้น ทั้งจากโควิด-19 และจากการไม่ได้รับการรักษาเยียวยา
ทุกคนได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้สถานการณ์ก้าวไปถึงจุดนั้น
เกิดอะไรขึ้นที่อินเดีย? ทำไม การระบาดระลอกสองครั้งนี้จึงเกิดขึ้นชนิดรุนแรงและรวดเร็วเหลือหลาย ในช่วง 8 วันจนถึงวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา อินเดียมียอดผู้ป่วยใหม่รายวันทำสถิติสูงสุดของประเทศใหม่ถึง 7 วัน
ในการระบาดระลอกแรก จำนวนผู้ป่วยใหม่รายวันของอินเดีย ทำสถิติสูงสุดเอาไว้ที่เกือบ 100,000 คนต่อวันในราวกลางเดือนกันยายน ปี 2020
สถิติสูงสุดใหม่ในระลอกนี้ เพิ่มขึ้นกว่านั้นเกิน 2 เท่าตัว
ความรวดเร็วของการระบาดก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ในการระบาดระลอกแรก อินเดียใช้เวลา 61 วัน ระหว่างเดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2020 จำนวนผู้ป่วยใหม่รายวันถึงเพิ่มจากเกือบ 8,000 คนเป็นเกือบ 55,000 คน
แต่ในครั้งนี้ ยอดผู้ป่วยใหม่รายวันถีบตัวจาก 10,000 คนเป็น 60,000 คนได้ภายในระยะเวลาเพียง 41 วันเท่านั้น
หรรษ วรธัน รัฐมนตรีกระทรวงสวัสดิการสุขภาพและครอบครัว (กระทรวงสาธารณสุข) เพิ่งประกาศเมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานี่เองว่า “อินเดียประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว”
ถึง 4 เมษายน ยอดผู้ป่วยรายวันใหม่ทะลุหลัก 100,000 คนทันตาเห็น
รัฐมหาราษฏระ รัฐใหญ่อันดับสามของประเทศกลายเป็นดินแดนที่มีการแพร่ระบาดเลวร้ายที่สุดในโลก ยอดผู้ติดเชื้อรายวันมีไม่ต่ำกว่าครึ่งแสนคนต่อวัน
มูรัธ พนาจี อาจารย์คณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิดเดิลเซกซ์ ตั้งข้อสังเกตุไว้ด้วยว่า ในการระบาดรอบใหม่นี้ อย่างน้อยในบางพื้นที่ อาทิ ปันจาบ รัฐทางตอนเหนือของประเทศ อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 รอบนี้ยังสูงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่อินเดีย?

ในอินเดียเอง รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบว่าด้วยสาเหตุของการระบาดระลอกสองกันไปคนละทางสองทาง ตั้งแต่ จำนวนประชากรมหาศาลของอินเดีย ความประมาท ย่ามใจของทางการ, อาการ “การ์ดตก” ของประชาชนทั่วไปหลังการประกาศความสำเร็จ, เรื่อยไปจนถึงปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์
กระนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่อยู่กับข้อมูลและข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น บอกว่า เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังการแพร่ระบาดรุนแรงครั้งนี้ของอินเดีย “สลับซับซ้อน” มากกว่าที่คิดกันอยู่บ้าง
ตัวอย่างเช่น ในการสำรวจจากสิ่งส่งตรวจเพื่อดูสภาวะการระบาด อย่างที่นักวิชาการด้านระบาดวิทยาเรียกว่า “เซโรเซอร์เวย์” (serosurvey) ล่าสุด ระหว่าง เดือนธันวาคม 2020 จนถึงมกราคม 2021 บ่งชี้ว่า กว่า 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ติดเชื้อ
แต่สัดส่วนในการติดโรคในคราวนี้แตกต่างออกไป เพราะสารแอนติบอดีที่พบในตัวอย่างจากพื้นที่สลัมในเขตเมือง สูงกว่า ที่พบในตัวอย่างจากพื้นที่ชนบทถึงกว่า 12 เปอร์เซ็นต์
มาโนช มูรเหการ ผู้อำนวยการสถาบันระบาดวิทยาแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้นำในการสำรวจดังกล่าวระบุว่า จากข้อมูลที่ว่านี้ แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีประชากรจำนวนมากในพื้นที่ชนบท ที่ไม่ได้สัมผัสหรือติดเชื้อ
ข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงดังกล่าวก็คือ มหาราษฏระ ยังคงเป็นรัฐที่มีการติดเชื้อสูงสุดในรอบนี้ ทั้งๆ ที่เคยมีการแพร่ระบาดรุนแรงมาแล้วเช่นกันในระลอกแรก เช่นเดียวกับที่บรรดาเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลาย รวมทั้ง มุมไบ และ ปุเณ ในมหาราษฏระ ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงและเร็วมาก จนก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ยอดติดเชื้อลดลงอย่างฮวบฮาบหลังเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในราวเดือนกันยายนปีที่แล้วเรื่อยมาจนถึงปลายปี เป็นผลจากการทำงานของรัฐบาลจริงหรือ?
ในการสำรวจเซโรเซอร์เวย์เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ใน 5 พื้นที่ซึ่งมีการติดเชื้อสูงสุดของปุเณ พบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรที่นั่นติดเชื้อ ที่สลัมในมุมไบ ราว 40 เปอร์เซ็นต์ติดเชื้อ ในบางพื้นที่ถึงกับมีผู้ติดเชื้อมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เดลี อัตราการติดเชื้อจากการสำรวจในเวลานั้นสูงถึง 56 เปอร์เซ็นต์
ปุเณ กับ มุมไบ กลับมาระบาดซ้ำอีกครั้ง รุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับเดลี
ทำไมถึงได้เกิดการระบาดซ้ำอย่างรุนแรง ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดรุนแรงมาแล้วก่อนหน้านี้?
ศาสตราจารย์ สันธีป ชุเนชะ จากสถาบันวิจัยมูลฐานทาทา ในนครมุมไบ บอกว่า คำอธิบายที่เป็นไปได้หลังการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจก็คือ การแพร่ระบาดทั้งสองรอบ เกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน
ครั้งนี้ การระบาดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ใช่สลัม ซึ่งเคยเกิดระบาดหนักในครั้งแรก ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรอบใหม่เป็นผู้มีอันจะกินที่มั่งคั่งกว่า และมีโอกาสที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อมากกว่านั่นเอง

มูรัธ พนาจี ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ด้วยว่า เป็นไปได้ที่ หลังถึงจุดพีคในการระบาดรอบแรกเมื่อเดือนกันยายน โควิด-19 ก็ไม่ได้ยุติการระบาดลงในตอนปลายปีอย่างที่เข้าใจกัน แต่ยังคงมีการระบาดในระดับต่ำ แต่แน่นอนอยู่ในระดับหนึ่ง
นั่นหมายความว่า ในทันที่ที่มีการลดการ์ดลง เกิดการรวมตัวกันของประชาชนเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น จากการเปิดการเรียนการสอน เปิดการเดินรถขนส่งสาธารณะ และเปิดโรงงาน เปิดกิจการบันเทิงทั้งหลาย เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
การแพร่ระบาดระลอกใหม่ หรือการเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหม่ๆ พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ในทันที
อานุป มาลานี ศาสตราจารย์จาก วิทยาลัยการแพทย์พริตซ์เกอร์ ของมหาวิทยาลัยชิคาโก เพิ่มเติมเอาไว้ด้วยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ช่วยทำให้นักวิชาการด้านระบาดวิทยาตระหนักในข้อเท็จจริงว่าด้วย “ภูมิคุ้มกันหมู่” หรือ “เฮิร์ดอิมมูนิตี” อีกด้วย
ในทางหนึ่งก็คือ เราไม่มีทางรู้ได้จริงๆ ว่า ณ จุดไหน เวลาใดของการระบาด พื้นที่หนึ่งๆ จึงจะย่างเข้าสู่ เฮิร์ดอิมมูนิตี
“เราคิดกันว่า สลัมมุมไบ มีสัดส่วนการติดเชื้อ 55 เปอร์เซ็นต์แล้ว เราผ่อนปรนได้แล้วเพราะใกล้กับระดับเฮิร์ดอิมมูนิตี เต็มที แต่ปัญหาจริงๆ ก็คือ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ระดับไหน คือระดับที่จะเกิดเฮิร์ดอิมมูนิตี เราได้แต่ประมาณการเอา และนั่้นคือที่มาของปัญหา”
ในอีกทางหนึ่งก็คือ ระดับการติดเชื้อที่จะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขสัดส่วนของการติดเชื้อเสียทีเดียว เช่นระดับการติดเชื้อ 75 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หมายความว่า หลังจากนั้นจะเกิดเฮิร์ดอิมมูนิตีขึ้น
แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ มากกว่าด้วยซ้ำไป

นักวิชาการบางคน บอกว่า คำตอบของสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการระบาดระลอกใหม่ในอินเดีย ไม่ได้อยู่ที่อินเดีย แต่อยู่ มาเนาส์ เมืองในเขตอะเมซอน ของบราซิล
ในเดือนตุลาคม 2020 ราว 76 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในมาเนาส์ ติดเชื้อโควิด-19 แต่พอบราซิลเกิดการระบาดระลอกใหม่ มาเนาส์ ก็กลายเป็นพื้นที่ระบาดหนักหน่วงอีกครั้ง
ผลการตรวจสอบของทีมสอบสวนโรคของบราซิล ชี้ว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำใน มาเนาส์ โดยที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายซึ่งเกิดขึ้นจากการติดเชื้อครั้งแรก ไม่สามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์นี้ได้
ในขณะที่นักวิชาการบางคนบอกว่า เป็นไปได้ที่ ภูมิคุ้มกันที่มาเนาส์อาจลดน้อยลงจนไม่อาจป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้
คำอธิบายทั้งสองกรณีดังกล่าว สามารถเป็นคำตอบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอินเดียได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ไม่มีใครมีโอกาสหาคำตอบที่แท้จริงได้เท่านั้นเอง
อินเดีย เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการจำแนกพันธุกรรมเชื้อโรคสูงมาก สูงในอันดับต้นๆ ของโลก คาคณะธีป ฆัง นักไวรัสวิทยาและศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยา จากคริสเตียน เมดิคัล คอลเลจ ชี้ว่า ศักยภาพที่ว่านั้นกลับไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เต็มที่
อินเดีย ทิ้งประโยชน์จากศักยภาพนี้ไปเฉยๆ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา เพราะหลังจากนั้นไม่เคยมีการจำแนกพันธุกรรมเชื้อโควิดในอินเดียอีกเลย
รัฐบาลอินเดีย เพิ่งมาก่อตั้ง “ซาร์ส-โควี-2 จีโนมิค คอนซอร์เตียม” (ไอเอ็นเอสเอซีโอจี) ที่ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการทดลอง 10 แห่งรวมตัวกันขึ้นทำหน้าที่จำแนกพันธุกรรมตัวอย่างเชื้อไวรัสในอินเดียอย่างต่อเนื่อง
ประกาศการจัดตั้งดังกล่าว มีขึ้นเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้วนี่เอง
ถึง 24 มีนาคมต้นปีนี้ ไอเอ็นเอสเอซีโอจี จำแนกพันธุกรรมเชื้อตัวอย่างไปทั้งหมด 10,787 ตัวอย่าง พบ เชื้อกลายพันธุ์ที่น่าวิตก (แวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น-วีโอซี) ในตัวอย่างมากถึง 771 ตัวอย่าง

เชื้อกลายพันธุ์แอฟริกาใต้ (บี1.351) อีก 34 ตัวอย่าง และ เชื้อกลายพันธุ์บราซิล (พี.1) อีก 1 ตัวอย่าง
ที่ปันจาบ ผลการจำแนกพันธุกรรมตัวอย่างเชื้อเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในรัฐนี้ เป็นการติดเชื้อกลายพันธุ์อังกฤษ หรือ บี1.1.7 ที่ ระบาดได้ง่ายและเป็นไปได้ว่าอาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมอีกด้วย
นอกจากจะพบเชื้อกลายพันธุ์จากแดนไกลดังกล่าวแล้ว ยังพบการกลายพันธุ์ “คู่” ที่เป็นเอกลักษณ์ของอินเดียเอง เพราะมีการกลายพันธุ์สำคัญ 2 จุด “ดับเบิลมิวแทนท์” ซึ่งไม่เคยพบที่ไหนในโลกมาก่อนพร้อมกันในตัวอย่างเชื้อจำนวนหนึ่งอีกด้วย
นักวิชาการอินเดียกำลังศึกษาวิจัยอยู่ว่า เชื้อกลายพันธุ์คู่ที่ว่านี้ มีบทบาทในการแพร่ระบาดระลอกใหม่นี้หรือไม่
แต่หลายคนมีความเห็นตรงกันว่า เชื้อกลายพันธุ์อังกฤษ น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้การระบาดรอบใหม่ รุนแรงและรวดเร็วขนาดนี้ คาคณะธีป ฆัง บอกว่า
“มีความเป็นไปได้ว่า เชื้อกลายพันธุ์อังกฤษ อาจแพร่กระจายอยู่ในอินเดีย ไม่นานหลังจากที่มีการพบและจำแนกพันธุกรรมได้ในลอนดอน
“แต่เราเสียเวลาอันมีค่าไปเพราะไม่ได้มีการจำแนกพันธุกรรมกันในเวลานั้น”

QR Code LINE @Matichon

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon