Thailand

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ทำความรู้จัก 4วัคซีนโควิดหัวแถวของโลก

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ทำความรู้จัก 4วัคซีนโควิดหัวแถวของโลก

ทั่วโลกกำลังรอคอยวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 อยู่อย่างกระวนกระวาย บรรดาทีมผู้เชี่ยวชาญก็ทุ่มกำลัง เทความคิดลงไปกับการพัฒนาวัคซีนขึ้นมากว่าร้อยสูตร ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อมีการเผยแพร่ แผนที่พันธุกรรมในอาร์เอ็นเอของ “ซาร์ส-โคฟ-2” ออกสู่แวดวงวิชาการด้านไวรัสวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาทั่วโลก

อาร์เอ็นเอ ซีเควนซ์ ที่เผยแพร่ออกมาดังกล่าว ทำให้ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญตระหนักว่า เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ โลกจำเป็นต้องมีวัคซีนชนิดไหน ส่วนใดของไวรัสที่จำเป็นต้องใส่ไว้ในวัคซีน จึงสามารถก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อขึ้นมาได้ในที่สุด

นับจากวันนั้นเรื่อยมา โลกพบว่ากว่า 20 วัคซีน ได้เข้าสู่ หรือกำลังก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองเชิงคลินิก ซึ่งหมายความว่า ได้ผ่านการทดลองขั้นต้นที่จำเป็นแล้วจนได้รับอนุญาตให้ทดลองในคนได้

เมื่อ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา วัคซีน 2 ตัว ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดลองในตัวอย่างทดลองที่เป็นมนุษย์ ในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ออกมา แสดงให้เห็นว่าสูตรวัคซีนที่พัฒนาขึ้นมานั้น สามารถก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเราขึ้นได้ ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยใหญ่โตที่ต้องกังวลขึ้นมา

นั่นถือเป็นก้าวรุดหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่วัคซีนทั้งคู่ยังจำเป็นต้องผ่านการทดลองขั้นสุดท้าย ที่กินเวลานานกว่า เกี่ยวข้องกับจำนวนคนในการทดลองมากกว่า และยุ่งยากลำบากกว่าที่ผ่านมา

การทดลองในตัวคนในระยะที่ 3 ที่มีวัคซีนเพียงไม่กี่ตัวดำเนินการอยู่ในเวลานี้ คือปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายว่าสูตรวัคซีนที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายจ่ายแจกให้กับผู้คนทั่วทั้งโลกต่อไปหรือไม่

วัคซีนที่รุดหน้าไปได้ไกลที่สุดในเวลานี้ มีอยู่ 4 ตัว จาก 4 บริษัทผู้พัฒนา และใช้เทคโนโลยีพื้นฐานในการสร้างวัคซีนแตกต่างกัน 3 แบบ

เป็นวัคซีนของอังกฤษ 1 ของสหรัฐอเมริกา 1 และจากประเทศจีนอีก 2 ตัว ทั้งหมดมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันออกไปให้ทำความรู้จัก ดังต่อไปนี้

ออกซ์ฟอร์ด/แอสทราเซเนกา วัคซีน

พัฒนาขึ้นมาจากห้องปฏิบัติการทดลองของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทเภสัชกรรมในอังกฤษอย่าง แอสทราเซเนกา เป็นวัคซีนที่สามารถทำความตกลงสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้วมากที่สุด รัฐบาลอังกฤษตกลงซื้อล่วงหน้า 100 ล้านโดส สหรัฐอเมริกาอีก 300 ล้านโดส ทางการญี่ปุ่นก็ตกลงจัดซื้อแล้ว ขณะที่อีกหลายประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด

วัคซีนของออกซ์ฟอร์ด/แอสทราเซเนกา ยังถือว่า เป็นวัคซีนที่ก้าวรุดหน้าได้มากที่สุดในเชิงการทดสอบอีกด้วย

วัคซีนตัวนี้ในทางการแพทย์ถือว่าเป็น “ไวรัล เวคเตอร์ วัคซีน” เป็นเทคโนโลยีในการพัฒนาวัคซีนแบบหนึ่งซึ่งอาศัยโครงสร้างเดิมของไวรัสชนิดหนึ่งชนิดใด มาทำให้อ่อนแอลงแล้วตัดแต่งพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ลงไป

ทีมพัฒนาของออกซ์ฟอร์ด ใช้ อดีโนไวรัส ที่ก่อโรค (คล้าย) หวัดในลิงชิมแปนซีเป็นโครงวัคซีน จากนั้นนำเอาพันธุกรรมในอาร์เอ็นเอของโคโรนาไวรัส ส่วนที่สร้าง “หนามโปรตีน” ไปตัดต่อใส่ไว้

ตุ่มหรือหนามโปรตีนดังกล่าวนี้ คิดกันว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์ของไวรัสโควิดสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์และยึดครองได้ในที่สุด

จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการ “ให้ข้อมูล” กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำความรู้จักเชื้อที่มีตุ่มหรือหนาม แล้วสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน หากภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นนี้คงอยู่อีกระยะหนึ่ง เมื่อเจอเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีตุ่มโปรตีน ก็ตอบโต้ และป้องกันการติดเชื้อได้ในที่สุด

ออกซ์ฟอร์ด ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดลองในคนในระยะที่ 1 และ 2 ในวารสารวิชาการด้านการแพทย์ชื่อดังอย่าง เดอะ แลนเซท เพื่อให้มีการศึกษาทบทวนเมื่อ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังทำการทดลองระยะที่ 3 ในบราซิลและแอฟริกาใต้

แดนนี อัลท์แมน ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยา จาก อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งศึกษาผลการทดลองที่เผยแพร่ออกมา ชี้ว่าจุดเด่นสำคัญของวัคซีนของทีมออกซ์ฟอร์ดนี้ก็คือ มันสามารถกระตุ้นให้ทั้ง “ที เซลล์” และ “บี เซลล์” ในร่างกายตอบสนองขึ้นมา

“บี เซลล์” คือเซลล์ที่สร้างแอนติบอดีขึ้น ส่วน “ที เซลล์” เป็นชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือบี เซลล์อีกต่อหนึ่งในการเข้าไปยับยั้งด้วยการฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อ ซึ่งเท่ากับเป็นการยับยั้งการติดเชื้อนั่นเอง

วัคซีนที่ดีจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการทำงานของเซลล์ทั้งสองแบบ ซึ่งทำให้วัคซีนของออกซ์ฟอร์ดน่าประทับใจทีเดียว

แคนซิโน วัคซีน

ข้อมูลในรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีนมีไม่มากนัก แต่เท่าที่เผยแพร่ออกมาก็ช่วยยืนยันได้ว่า วัคซีนที่พัฒนาโดย แคนซิโน ไบโอโลจิค บริษัทเภสัชกรรมของจีนก็รุดหน้าไปไม่น้อยกว่าวัคซีนของออกซ์ฟอร์ดเลยทีเดียว

ในวันเดียวกับที่ทีมออกซฟอร์ดเผยแพร่การทดลองระยะ 1 และ 2 แคนซิโนก็เผยแพร่ผลการทดลองในคนระยะที่ 2 ซึ่งดำเนินการที่อู่ฮั่น จุดเริ่มระบาดของโรค ออกมาผ่านทางแลนเซทเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นปลอดภัยและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองขึ้นมาอีกด้วย

แคนซิโนวัคซีน เริ่มพัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพแห่งปักกิ่ง จัดเป็น “ไวรัล เวคเตอร์ วัคซีน” เช่นเดียวกัน เชื้อไวรัสที่ใช้เป็นโครงวัคซีนก็เป็น อดีโนไวรัส เช่นเดียวกัน

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างวัคซีนของออกซ์ฟอร์ดกับแคนซิโนวัคซีนก็คือ อดีโนไวรัส ที่ใช้เป็นโครงวัคซีนของแคนซิโนนั้น เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดทั่วไปในคน ไม่ใช่ อดีโนไวรัส ในชิมแปนซี แต่อย่างใด

บีตตี แคมป์แมนน์ ผู้อำนวยการศูนย์วัคซีนประจำสำนักสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนลอนดอน ชี้ให้เห็นว่า การใช้ อดีโนไวรัส ที่ก่อหวัดทั่วไปในคนนั้น อาจเป็นข้อด้อยสำคัญของแคนซิโนวัคซีน

เหตุผลเป็นเพราะ อดีโนไวรัสที่ก่อโรคหวัดนั้นแพร่หลายอยู่ทั่วไปทั้งโลกอยู่แล้ว บางคนอาจมีแอนติบอดีป้องกันมันอยู่ในตัวอยู่ก่อนแล้วด้วย ซึ่งนั่นอาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองมากเท่าที่ควรต่อวัคซีนป้องกันโคโรนาที่มีอดีโนเป็นโครงวัคซีนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนได้อนุญาตให้นำวัคซีนตัวนี้ไปใช้อย่างเป็นทางการแล้วเฉพาะกับทหารในกองทัพเท่านั้น

โมเดอร์นา วัคซีน

โมเดอร์นา บริษัทอเมริกัน เป็นหนึ่งในกลุ่มพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังทำงานหนักอยู่กับการพัฒนา “อาร์เอ็นเอวัคซีน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการพัฒนาวัคซีนใหม่เอี่ยมที่สุด กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ที่พัฒนาด้วยวิธีการเดียวกันนี้ก็คือ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และบริษัท ไบโอเอ็นเทคจากเยอรมนี ซึ่งร่วมพัฒนากับยักษ์ใหญ่ในแวดวงเภสัชกรรมของโลกอย่าง ไฟเซอร์ นั่นเอง

อาร์เอ็นเอ วัคซีน อาศัยประโยชน์ที่ได้จากการจำแนกพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 มาใช้ หลักการก็คือ สังเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะในส่วนที่บอกให้เซลล์ (ของไวรัส) สร้างตุ่มหรือหนามของไวรัสขึ้นมาใหม่ สำหรับนำไปใช้กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายมนุษย์สร้าง ตุ่มหรือหนามโปรตีนขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง

โมเดอร์นา รายงานผลการทดลองในคนระยะที่ 2 ของตนออกมา เมื่อ 14 กรกฎาคม ในวารสารวิชาการ เดอะ นิวอิงแลนด์ เจอร์นัล ออฟ เมดิซีน แสดงให้เห็นว่าวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้และไม่มีปัญหาข้างเคียงที่น่าวิตกอีกด้วย โมเดอร์นากำลังทดลองในคนระยะที่ 3 มาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ข้อดีของการพัฒนาวัคซีนด้วยเทคโนโลยีอาร์เอ็นเอ ก็คือ ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบในปริมาณมาก เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ ก็คือร่างกายของเราจะเป็นตัวสร้างวัคซีนขึ้นมาเอง ผลก็คือ อาร์เอ็นเอวัคซีนสามารถขยายการผลิตได้มากและราคาถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยสำคัญของ อาร์เอ็นเอวัคซีนก็คือ เทคโนโลยีนี้ค่อนข้างใหม่ทีเดียว ข้อเท็จจริงก็คือในโลกนี้ยังไม่เคยมีอาร์เอ็นเอวัคซีนใดๆ ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายจ่ายแจกมาก่อนเลยนั่นเอง

ซิโนแวค วัคซีน

บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง เป็นผู้พัฒนาวัคซีนที่ถูกตั้งชื่อว่า “โคโรนาแวค” จัดเป็นวัคซีนชนิด “อินแอคติเวเต็ด วัคซีน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่าแก่ดั้งเดิมในการพัฒนาวัคซีน โดยใช้อนุภาคของไวรัสซึ่งถูกทำให้ตายหรือไม่ก็ทำให้หมดฤทธิ์ เพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ

แม้จะหมดฤทธิ์แล้ว แต่ระบบภูมิคุ้มกันยังคงจดจำคุณลักษณะของไวรัสไว้ได้ กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันเกิดตอบสนองถ้าหากร่างกายเกิดได้รับเชื้อจริงๆ ขึ้นมาในภายหลัง

ถ้อยแถลงของบริษัทเกี่ยวกับผลการทดลองในคนในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุว่า วัคซีนก่อให้เกิดแอนติบอดีชนิดที่เรียกว่า นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี (neutralizing antibody) หรือบางทีเรียกกันว่า แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ เพราะสามารถยับยั้งไม่ให้เชื้อเข้าไปจับเกาะกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้ โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ

วัคซีนของ ซิโนแวค อยู่ระหว่างการทดลองในคนระยะที่ 3 ที่ประเทศบราซิล

ข้อดีของวัคซีนตัวนี้คือเทคโนโลยีนี้ เคยผ่านการทดลองและได้รับการพิสูจน์มาแล้วต่อเนื่องหลายทศวรรษว่าได้ผลในการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน การที่เป็นเทคโนโลยีเก่า ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เรามีโรงงานผลิตที่สามารถผลิตวัคซีนของซิโนแวคนี้ได้แน่นอน

ข้อเสียของซิโนแวควัคซีน หรือโคโรนาแวค นี้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนจำเป็นต้องมีการผลิตวัตถุดิบคือตัวเชื้อในปริมาณมาก ทำให้ยากต่อการที่จะขยายการผลิตออกไปได้มากเท่ากับการขยายการผลิตวัคซีนชนิดอื่น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญ หากคำนึงถึงความต้องการวัคซีนเป็นจำนวนมากและเร่งด่วนของสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ในเวลานี้

แม้ว่านี้จะเป็น 4 วัคซีนที่ก้าวหน้าที่สุดในเวลานี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แคมป์แมนน์ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนเอาไว้ว่า วัคซีนไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการวิ่งแข่งขันกันว่าใครจะเข้าสู่เส้นชัยได้ก่อน

หากจะเปรียบเทียบกับการวิ่ง การพัฒนาวัคซีน ก็เหมือนกับการแข่งมาราธอน ที่จำเป็นต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบตั้งแต่ต้นจนจบ

อัลท์แมน เชื่อว่า วัคซีนที่เข้าป้ายในลำดับแรกสุด อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำกว่าที่คาดหวังกันไว้มาก

ถึงที่สุดแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนส่วนใหญ่เชื่อว่า โลกอาจมีและจำเป็นต้องใช้วัคซีนโควิด-19 หลายตัวด้วยกัน แตกต่างกันออกไปตามสภาวะทางภูมิศาสตร์ หรือกลุ่มอายุของประชากร

ซึ่งนั่นหมายความว่า การวางเดิมพันไว้กับวัคซีนตัวหนึ่งตัวใดเพียงตัวเดียว หรือเทคโนโลยีใดเพียงเทคโนโลยีเดียวอาจไม่เป็นการฉลาดนักนั่นเอง

Football news:

Kolasinac will move to Bayer from Arsenal for 11 million euros + bonuses (Fabrizio Romano)
Dyer called the toilet the best player of the match between Tottenham and Chelsea
Ferencvaros will play in the Champions League group for the first time since 1995. This is the longest break between the first and second appearances
Jose Mourinho: what happened to Dyer is not normal, he was dehydrated. If the League management doesn't care about the players, I don't
Jose went berserk twice during the match with Chelsea: ran over Lampard and ran to look for Dyer - he rushed to the toilet right during the game
Lampard on relegation from the League Cup: we Need to keep a positive attitude. Everything will come if Chelsea score second, leading the score
Call of nature, what can you do? Dyer explained why he ran to the dressing room during the match with Chelsea