Thailand

อดีต ผอ.สถาบันวัคซีนฯ ตั้งสมมุติฐาน 3 ประการสำคัญ เหตุวัคซีนโควิดไม่มาตามนัด ทั้ง กทม.และหลายจังหวัด

อดีต ผอ.สถาบันวัคซีนฯ ตั้งสมมุติฐาน 3 ประการสำคัญ เหตุวัคซีนโควิดไม่มาตามนัด ทั้ง กทม.และหลายจังหวัด

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุถึงกรณีวัคซีนโควิด-19ไม่มาตามนัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัด ว่า ในฐานะ ผอ.สถาบันวัคซีนคนเก่า ผมไม่แน่ใจว่าควรแสดงความเห็นกรณีวัคซีนโควิดไม่มาตามนัด ทั้งใน กทม.และอีกหลายจังหวัด, ตามคำเชิญของทีวีช่องใหญ่แห่งหนึ่งดีหรือไม่, ผมไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเห็นใจทุกฝ่าย การบริหารวัคซีนระดับชาติมันซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจมากมาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ดร.นพ.จรุงกล่าวว่า การบริหารยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอกับความต้องการในภาวะระบาดหนักหน่วงว่ายากแล้ว แต่วัคซีนยากกว่าหลายเท่า เพราะวัคซีนเป็นสิ่งมีชีวิต หรือผลิตจากชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต, มีความผันแปรได้สูงยิ่ง ต้องควบคุมคุณภาพกันอย่างเคร่งครัด ทุกขั้นทุกตอน, ต้องทำการเพาะเชื้อ, การเร่งผลิตเพิ่มปริมาณตามความต้องการในเวลาสั้นทำได้ยาก ถึงยากที่สุด, แม้กำไรมหาศาลล่อตาล่อใจบริษัทผู้ผลิตอยู่ทนโท่ก็ตาม ความขาดแคลนและภาวะการแย่งวัคซีนในสถานการณ์ระบาดแบบแพนเดมิค (Pandemic) ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนจึงพบได้ เป็นปัญหาในทุกหัวระแหงทุกระดับ ทั่วโลก, เกิดกับทุกโรคที่มีการระบาดวงกว้าง ไม่เฉพาะโควิดวัคซีน.

“ผมตั้งข้อสงสัย หรือสร้างสมมุติฐานว่าปัญหาสำคัญของวัคซีนไม่มาตามนัด มีเพียง 3 ประการหลัก ประการแรก คือวัคซีนมีน้อย และถูกใช้จนหมด ใช้แบบไม่เหมาะสม คลาดเคลื่อน ไปจากมาตรการและนโยบายที่วางไว้ ใช่หรือไม่? แม้ข้อมูลผลการกระจายและฉีดวัคซีนกว่า 7 ล้านโดส ตั้งแต่ 28 ก.พ. ถึงเมื่อวาน 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้อุ่นใจได้ระดับหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็มแล้ว 100.9% จากเป้าหมาย 712,000 คน

“ข้อมูลนี้ทำให้ชื่นใจ สะท้อนว่าเราทำได้ นั่นคือระบบการบริหารและการให้บริการวัคซีนของรัฐบาลที่มีอยู่มีประสิทธิภาพพอสมควร และประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง, เป็นไปตามวัคซีนโรดแมป (Vaccine roadmap) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ว่าเหนือสิ่งอื่นใดจะต้องรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขเอาไว้ ปล่อยให้ล่มไม่ได้เด็ดขาด” ดร.นพ.จรุงกล่าว

ดร.นพ.จรุงกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมันฟ้องว่าเปอร์เซ็นต์การได้รับวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายอื่นในโรดแมปดังกล่าวผิดเพี้ยนไป เพื่อลดการป่วยรุนแรงและการป่วยตายให้ได้มากที่สุด นี่คือคำตอบว่าทำไมผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังจึงถูก WHO จัดไว้ให้อยู่แถวหน้า เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนก่อนใคร, รองลงมา แต่ผลการให้วัคซีนกลับตาลปัตร คือผู้สูงอายุได้รับเพียง 0.3% และผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับ 1.5% ถูกแซงนำหน้าโดยประชาชนคนทั่วไป ซึ่งได้รับ 2.0% อย่างไม่น่าเชื่อ ดูตัวเลขเปอร์เซ็นต์เหมือนไม่มาก แต่คิดเป็นจำนวนวัคซีนกว่าสองล้านโด๊สเลยทีเดียว

ดร.นพ.จรุงกล่าวว่า ข้อมูลผลการฉีดวัคซีนดังกล่าวสะท้อนว่าการปฏิบัติการไม่เป็นไปตามแผนและนโยบายเสียแล้ว ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนวัคซีนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะต้องสูญเสียวัคซีนไปให้กลุ่มที่ยังไม่ถึงเวลา (ประชาชนทั่วไป) กว่า 2.5 ล้านโดส หรือ 40.8% ของวัคซีนที่ได้รับ*

“ในสถานการณ์วัคซีนยังมีน้อยถึงน้อยมาก WHO แนะนำ เน้นแล้วเน้นอีกให้ใช้เฉพาะกับพื้นที่ระบาด สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ดังกล่าวแล้ว ตามลำดับเท่านั้น ขัดกับข่าวคราวที่ได้ยินหนาหู คงเป็นที่มาของปัญหาวัคซีนเดินไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น นำวัคซีนจำนวนมากไปปูพรมให้ประชาชนคนทั่วไปในบางแห่ง หรือแม้แต่การดึงไปให้กลุ่มอื่นๆ ตามแต่จะสรรหาเหตุผล ดังที่หลายคนให้คำนิยามจนมองเห็นภาพว่า ‘วัคซีนการเมือง’

“ขอย้ำว่า คำแนะนำของ WHO มีการทดสอบผลกระทบหรือผลได้ทางคณิตศาสตร์และสถิติ หรือที่เรียกกันว่าการทำโมเดล (Modeling) ในภาพกว้างระดับประเทศมาก่อนแล้ว สำหรับการเลือกให้วัคซีนในกลุ่มต่างๆ อย่างชาญฉลาด มันยากมากที่จะมโน จินตนาการในสมองมนุษย์ เพราะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย พร้อมๆ กัน เกือบทุกด้าน ที่ส่งผลถึงประโยชน์สูงสุดในภาพรวมที่ประเทศและนานาชาติจะได้รับจากแต่ละมาตรการ

ประการที่สอง การประสานงาน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานแต่ละระดับไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอในการดำเนินงานให้สอดรับกัน ใช่หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงรุก การคาดการณ์ที่ใกล้เคียง ทั้งปริมาณวัคซีนภาพรวมระดับประเทศ และการแบ่งสันปันส่วนให้พื้นที่เป็นการล่วงหน้า เป็นรายสัปดาห์ ตามสถานการณ์ระบาดและประชากรกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ ผมยังค้นเอกสารเหล่านี้ไม่เจอเลย หรือมันเป็นความลับดับมืดที่เปิดเผยไม่ได้ หรือถูกตัดหน้าแย่งวัคซีนไปใช้นอกแผน หรือต้องเกรงใจใครบางคนมากกว่ากลัวการสูญเสียชีวิตของประชาชนหรือไม่ เท่าที่ค้นพบคือการแถลงข่าว ว่ากรมควบคุมโรคได้จัดสรรวัคซีนตามเกณฑ์และนโยบายของ ศบค.แล้ว ส่วนการนำวัคซีนไปใช้หรือกระจายต่อ รวมทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลน หรือวัคซีนมาไม่ทันเวลา เป็นหน้าที่ของพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมเอง” ดร.นพ.จรุงกล่าว

ดร.นพ.จรุงกล่าวว่า เรื่องนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561 วางแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว โดยให้อำนาจคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) ในการจำกัดสิทธิประชาชนและนิติบุคคล เพื่อบริหารจัดการวัคซีนให้มีใช้อย่างเพียงพอภายในประเทศ ทั้งการสนับสนุนการนำเข้า ควบคุมการผลิต และการส่งออกวัคซีน รวมถึงการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ให้ข้อมูล จึงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่มีข้อมูลประมาณการปริมาณวัคซีนรายสัปดาห์ ที่ควรแจ้งให้หน่วยล่างรับทราบล่วงหน้า เพื่อการวางแผนจัดบริการวัคซีนอย่างเหมาะสมต่อไปได้

ประการที่สาม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อติดตามประเมินผลเชิงนโยบายยังไม่เพียงพอ ยังตื้นเกินไปหรือไม่. ใครได้รับวัคซีนครอบคลุมกี่เปอร์เซ็นต์เสนอกันแต่ภาพรวมทั้งประเทศ ผิวเผิน มิอาจใช้สะท้อนว่าการดำเนินการให้วัคซีนสอดรับกับมาตรการและนโยบายดีเพียงไร ในแต่ละพื้นที่ และหน่วยงาน?

“ควรนำข้อมูลการได้รับวัคซีนมาจำแนกแยกแยะว่ากลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนในแต่ละพื้นที่เป็นสัดส่วนตามสถานการณ์การระบาดหรือไม่ เช่น มีข่าวว่าบางจังหวัดมีผู้ป่วยน้อยแต่ได้วัคซีนมากกว่าใครเขา บางข่าวแจ้งว่าคุณหญิงคุณนายจากต่างจังหวัดใช้เส้นสายมารับวัคซีนถึงเมืองกรุง บอกแต่เพียงโค้ดลับก็ได้รับวัคซีนสมใจ ฯลฯ

“นอกจากการสอบสวนความผิดปกติเฉพาะเหตุการณ์แล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก จำแนกรายพื้นที่ และหน่วยงาน จะช่วยตอบคำถามได้เช่นกันว่าระดับปฏิบัติการสอดรับกับนโยบายและมาตรการที่วางไว้หรือไม่” ดร.นพ.จรุงกล่าว

ดร.นพ.จรุงกล่าวต่อว่า ตัวอย่างของการได้รับวัคซีนในภาวะปกติก็เป็นปัญหาทำนองเดียวกัน ท่านเชื่อไหมใน พ.ศ.นี้ การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐานกว่า 10 โรคของคนไทย ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศสูงกว่าหรือเป็นไปตามเป้าหมายเกือบทุกตัว บางตัวค่าเฉลี่ยเฉียดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากหันไปมองเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ความครอบคลุมต่ำจนน่าใจหาย, ใกล้เคียงหรือน้อยกว่าประเทศยากจนในอัฟริกาเสียอีก

“ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าแตกข้อมูลจำแนกแยกย่อยไปถึงระดับพื้นที่ และภาคส่วนต่างๆ เราอาจจะเจอการกระจายวัคซีนโควิดที่บิดเบี้ยวอย่างมโหฬารในบางแห่ง หรือบางหน่วยอย่างแน่นอน ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกันไปบ้างแล้ว

“ปรมาจารย์ทางระบาดวิทยาสากลแนะนำไว้อย่างน่าสนใจว่าคำพูดและความคิดเห็นของคนหรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ เชื่อถือได้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์อื่นๆ เพราะคำพูดและความเห็นของคนมักมีอคติ (Bias) เจือปนอยู่ไม่มากก็น้อยเสมอ ใช่ครับ เราควรเชื่อข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์กันมาอย่างดีแล้วมากกว่า ชาติจะได้เจริญ หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางเสียที

“*วิธีคำนวณ : (1) จำนวนวัคซีนที่ใช้ในประชาชนทั่วไป 2.5 ล้านโดส (2)จำนวนวัคซีนที่กระจายออกไปทั้งหมด 7.0 ล้านโดส ดังนั้น การใช้วัคซีนในประชาชนทั่วไป เมื่อเทียบกับวัคซีนที่กระจายทั้งหมด = (2.5/7.0)×100 =40.8%” ดร.นพ.จรุงกล่าว

Football news:

Fati started working with the ball. The Barca winger has not played since November due to a knee injury
De Jong has a calf muscle sprain. Barca midfielder will miss part of the pre-season
Back in November, De Bruyne told Guardiola that City should buy Grealish
Liverpool wants to get 12.75 million pounds for Shaqiri
Grealish to City for 100 million is the most expensive transfer in the history of the Premier League. With Pep, the club spent a billion euros
Grealish has already signed a contract with Man City and talked to Guardiola
VAR reforms in the Premier League: offside lines will make it thicker, they will not assign penalties for small contact (as with Sterling against Denmark)