Thailand

"คำนูณ" เสียดายรัฐกู้ 5 แสนล.ไม่ต่างรบ.ทุกขั้วในอดีต ควรแก้พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้ตรวจสอบได้



"ส.ว.คำนูณ" เสียดายพ.ร.ก.กู้ 5 แสนล. รบ.ไม่ยอมแก้พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ จะได้เดินหน้าอย่างทรนงว่ายึดปชต.ให้ตรวจสอบได้ต่างจากรบ.ทุกขั้วในอดีต ย้ำค้านมานานใช้จ่ายตามโครงการนอกกม.รายจ่ายประจำปี เชื่อรัฐไม่โง่กู้เกินเพดานหนี้สาธารณะ

วันนี้ (14 มิ.ย.) นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ พ.ร.ก.กู้เงินนอกงบประมาณ 5 แสนล้าน เมื่อรัฐบาลเลือกวิถีทางเดียวกับรัฐบาลทุกขั้วในอดีต ! โดยมีเนื้อหารระบุว่า ถึงแม้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม จะเพิ่งผ่านการอนุมัติของสภาผู้แทนราษฏรไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน และจะเข้าสู่วาระพิจารณาอนุมัติของวุฒิสภาในวันที่ 14 มิถุนายน ในลักษณะที่น่าจะผ่านไปด้วยเสียงท่วมท้นเช่นกัน

แต่ขออนุญาตอภิปรายตั้งข้อสังเกตไว้ดังต่อไปนี้ ในฐานะที่เคยคัดค้านกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ในรัฐบาล 2 ขั้วก่อนหน้านี้

นี่คือ “กฎหมายพิเศษ” อนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ขนาดเกือบเท่า “งบลงทุน” ในปีงบประมาณ 2565 ที่ 6.3 แสนล้านบาท เมื่อได้มาแล้วไม่ต้องนำส่งคลัง ให้จ่ายออกไปตามโครงการที่ตั้งขึ้นนอกกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เลยทั้งหมด

โดยหลักการแล้ว ตั้งแต่มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติมากว่า 10 ปี ผมไม่เคยเห็นด้วยกับกฎหมายลักษณะนี้ของรัฐบาลในอดีตทั้ง 2 ขั้ว ไม่ว่าจะในช่วงปี 2552, 2554 หรือ 2556

ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับวัตถุประสงค์ของการกู้เงินในแต่ละครั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น ซึ่งเป็น “เงินแผ่นดิน” ออกไปตามโครงการต่าง ๆ นอกกระบวนการกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เพราะนอกจากจะไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยเต็ม 100 เพราะตัดบทบาทการตรวจสอบอันเข้มข้นของฝ่ายนิติบัญญัติออกไปมากเมื่อเทียบกับโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ยังเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ หมายถึงรัฐธรรมนูญ 2550 และทุกฉบับก่อนหน้า ผมค้านทั้งในสภา และส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่าการใช้เงินกู้ตามกฎหมายพิเศษออกไปนอกกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่อาจทำได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

ผมจะต้องค้านพระราชกำหนดฉบับนี้แน่นอน หากยังคงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่วันนี้ ผมค้านไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ และยังมีพระราชบัญญัติวินัยการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 รองรับไว้อีก เงื่อนไขของมาตรา 53 พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ หนึ่ง - วิกฤตของประเทศ

สอง - ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน และต่อเนื่อง ในระดับที่ไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

วิกฤตของประเทศหรือไม่ - ข้อนี้ชัดเจน ไม่เถียง ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องในระดับที่ไม่อาจบรรจุไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทันหรือไม่ - ข้อนี้พิจารณาได้ และควรพิจารณา

เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ หนึ่ง - อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565

สอง - วิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2564 อยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ของฝ่ายบริหาร สามารถปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายเงินภาครัฐในร่างพระราชบัญญัติฯให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้หากประสงค์จะทำ

สาม - การกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไม่ได้กู้และใช้เงินกู้นั้นทันทีทั้งก้อน แต่กำหนดไว้ให้กู้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 ทำให้การใช้เงินบางส่วนย่อมต้องล่าช้าออกไปกว่านั้น

คำถามแรกของผมก่อนหน้านี้จึงคือ...เราสามารถตั้งยอดเงินกู้นี้ไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้หรือไม่ ไม่ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เพิ่มเติม ที่เรียกว่า “งบกลางปี” และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อให้ทั้งการตั้งโครงการและการใช้เงินผ่านการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติตามปกติ เป็นการใช้จ่ายอย่างอารยะ

แต่เมื่อดูภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 แล้วกลับพบคำตอบในเบื้องต้นว่า...ทำไม่ได้ ! ไม่ใช่ประเด็นเงื่อนเวลาว่าทำได้ทันหรือไม่ทัน แต่เป็นประเด็นเงื่อนไขตามกฎหมาย

เพราะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เป็นงบประมาณขาดดุล ต้องมีการตั้งยอดการกู้เงินภายในงบประมาณเพื่อชดเชยการขาดดุลในโครงการใช้จ่ายทั่วไปอยู่แล้ว เป็นยอดเงินสูงสุดเท่าที่จะทำได้ตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 21

ปรากฎว่าตั้งไว้เต็มวงเงิน 7 แสนล้านบาท การกู้เต็มวงเงินที่กฎหมายอนุญาตให้กู้ได้นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ผมจึงแทบหาเหตุผลมาคัดค้านพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาทฉบับนี้ไม่ได้

และจะไม่อภิปรายถึงประเด็นสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีที่จะแตะ 60 % ในปี 2565 เพราะเชื่อว่ารัฐบาลไม่โง่ที่จะกู้ให้เกินเพดาน และเพดานที่ว่าหนี้สามารถพิจารณาขยับขยายได้โดยคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังของรัฐตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 50 เท่านั้น โดยทำได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย ไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา

แต่ขอย้ำเป็นข้อสังเกตว่าผมใช้คำว่า “แทบไม่ได้” เท่านั้น ไม่ใช่ “ไม่ได้” นะ เพราะยังมีทางเลือกอีกหนทางหนึ่ง

คือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 21 ขยายกรอบยอดเงินกู้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยอาจจะเป็นการแก้ไขให้มีผลบังคับใช้เฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตของประเทศ เช่น 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ไม่ใช่มีผลบังคับใช้ตลอดไป

นอกจากนั้น อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตราอื่น ๆ ที่เชื่อมโยง หรือกฎหมายอื่นในประเด็นที่เชื่อมโยง ได้ในลักษณะเดียวกัน โดยอาจตราเป็นพระราชกำหนดรวมได้ !

หนทางนี้รัฐบาลจะสามารถเดินเชิดหน้าอย่างทรนงและอย่างหล่อเลยละว่าเป็นรัฐบาลที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยรากฐานที่แท้จริง และเดินแนวทางปฏิรูปประเทศโดยแท้ คือไม่ว่าจะมีความจำเป็นต้องกู้เงินมากขนาดไหน ก็จะพยายามเลือกหนทางกู้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เพื่อให้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติสมบูรณ์ตามหลักการและตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีมาตรา 144 บรรจุไว้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จะปรากฎความแตกต่างกับรัฐบาลทุกขั้วในอดีตขึ้นมาทันที

แต่รัฐบาลไม่เลือกหนทางนี้ ก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะในเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 140 และมีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 ที่เสมือนเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้าไม่ให้เกิดประเด็นโต้แย้งในด้านการจ่ายเงินออกไปนอกกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีเหมือนเมื่อปี 2552, 2554 และ 2557 แล้ว ก็เลือกเดินในบนหนทางที่รัฐบาลทุกขั้วในอดีตเดินและพยายามเดินมาแล้วดีกว่า การตั้งโครงการก็สะดวกกว่า เร็วกว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า

แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องแลกกับความไม่แตกต่างกับรัฐบาลทุกขั้วในอดีต กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าเป็นเสมือนการให้สภาเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาล เสียดายครับ ! ขออนุญาตฝากทางเลือกนี้ไว้ในกรณีที่จะต้องมีการกู้เงินเพราะเหตุวิกฤติครั้งต่อไป


Football news:

In Holland, they believe that racism is everywhere in Russia. I'm explaining: this is no longer the case. The only Russian in the championship of the Netherlands
Manchester United offered 30 million euros for Coulibaly. Napoli refused
Inter was offered to rent Jovic
Barcelona appealed to Juve about the exchange of Griezmann for Dybala (L'Equipe)
The FA has started checking because of the riots at the Euro final: The main thing is that such shameful scenes will never happen again
Justin Kluivert will move to Nice from Roma. The Romans will give him on loan with the right to buy out
Griezmann can put pressure on Barcelona so that his exchange to Atletico for Saul still takes place