Thailand

ต่ออายุ S-curve ด้วย "กลยุทธ์ทางการเงิน" เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

ต่ออายุ S-curve ด้วย "กลยุทธ์ทางการเงิน" เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

คอลัมน์ ทันเศรษฐกิจ โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) www.econ.nida.ac.th

เป็นธรรมดาเมื่อเศรษฐกิจของประเทศหรือวงจรชีวิตของอุตสาหกรรมใดได้ดำเนินมาจนถึงจุดอิ่มตัว (Maturity stage) หรือเป็นภาวะที่จะเติบโตต่อไปได้ด้วยอัตราการเติบโตที่ไม่สูงนัก ก็มักจะติด “กับดักแห่งการเปลี่ยนผ่าน” หรือ “Transition trap” ในด้านเศรษฐกิจมหภาค An East Asian Renaissance (2007) โดย World Bank ได้กล่าวว่า การพัฒนาที่ก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่กระบวนการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นการวางแผนและการจัดการที่ต้องทุ่มเททรัพยากรลงไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของบางประเทศที่ติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” เพราะไม่สามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยอยู่ในอัตราที่สูงในอดีตให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต

ในด้านธุรกิจ การพัฒนาที่ก้าวข้ามจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในช่วงอิ่มตัวที่มีอัตราการเติบโตช้าแต่มีกระแสเงินสดมาก ให้ก้าวข้ามไปยังวัฏจักรทางธุรกิจใหม่ หรือที่รู้จักกันดีว่าการเข้าสู่ S-curve ใหม่นั้น ก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและมีผลกระทบสูงในการเปลี่ยนผ่านไปยังการเติบโตครั้งใหม่ หากธุรกิจใดลงมือสร้าง S-curve ตัวใหม่ได้เร็ว ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลจากการสร้าง S-curve ตัวใหม่ยังไม่ปรากฏชัด ผู้บริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่าน (Transition strategy) ที่ดีในการสร้างมูลค่าเพิ่มระหว่างที่ S-curve ตัวใหม่ยังไม่ผลิดอกออกผล

ในช่วงนี้เอง "กลยุทธ์ทางการเงิน" จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่บริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ นำมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่กิจการ "กลยุทธ์ทางการเงิน" เป็นความพยายามในการใช้หลักคิด ทฤษฎี และการจัดการทางการเงินในการช่วยผู้บริหารระดับสูงในการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้กิจการบรรลุแผนหรือเป้าประสงค์ในการสร้างการเติบโตและเจริญเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน "กลยุทธ์ทางการเงิน" ยังรวมถึงการใช้หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งอีกด้วย ซึ่งจะครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่จำกัดเพียงแค่การจัดการทางการเงินของกิจการตามหน้าที่อันพึงปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการนำเอาหลักคิดหรือวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการเงินไปช่วยในการจัดการ “ทรัพยากร” ผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อให้กิจการบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกด้วย

ตัวอย่างของธุรกิจที่อยู่ในวัฏจักรที่อิ่มตัวนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมธนาคาร ที่เห็นได้ชัดจากการถูก Disrupt จากกระแส Digital และความต้องการสินเชื่อที่ลดลง ยิ่งเจอกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ทางการเงินของลูกค้าของธนาคารอาจเข้าขั้นร่อแร่ อาจผิดนัดชำระหนี้ได้ ในช่วงนี้จึงเห็นว่า อุตสาหกรรมธนาคารในประเทศไทยได้ใช้กลยุทธ์ทางการเงินในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ในกรณีธนาคารกสิกรไทย ได้ดำเนินกลยุทธ์ซื้อหุ้นคืน (Share repurchase) เพื่อบริหารสภาพคล่องทางการเงินของธนาคารที่มีมากให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธนาคารและผู้ถือหุ้น โดยซื้อหุ้นของธนาคารคืนในกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวงเงินไม่เกิน 4,600 ล้านบาท ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่เฉียบคมมาก เพราะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำมากเมื่อเทียบกับปลายปี 2562 หากภาวะตลาดดีขึ้น ธนาคารก็สามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ แต่หากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ธนาคารไม่สามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนจำนวน 23,932,600 หุ้นได้ในราคาที่สูงขึ้นเพื่อทำกำไรตามเป้าหมายที่ต้องการแล้ว ธนาคารก็ยังสามารถลดทุนได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยการตัดหุ้นที่ซื้อคืนและจำหน่ายไม่ได้ดังกล่าวออกได้ ซึ่งผลจากการลดหุ้นนี้เอง ก็จะทำให้กำไรต่อหุ้นของธนาคารสูงขึ้น ราคาหุ้นที่อ้างอิงจากกำไรต่อหุ้นก็จะดูดี ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนนี้ ซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นอาจเพิ่มสูงขึ้นในสถานการณ์ปกติหรือประคองไม่ให้ราคาหุ้นต่ำลงในช่วงตลาดขาลงได้ ซึ่งเป็นการใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนที่ถูกจังหวะมากในช่วงที่ผ่านมา

ในกรณีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ใช้กลยุทธ์ “ซื้อกิจการ” หรือ Takeover โดยการประกาศซื้อกิจการธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซีย ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของอินโดนีเซียซึ่งมีเครือข่ายขนาดใหญ่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ฐานเงินฝากที่แข็งแกร่งและมีเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย ก็นับว่าเป็นกลยุทธ์ในการ “เสกกำไร” ได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์คับขัน เพราะเมื่อธุรกรรมแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้นและอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นของธนาคารได้ทันที นอกจากนี้ ยังต่อ S-curve ให้กับธนาคารในระดับภูมิภาคอีกด้วย เพราะเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียยังสามารถเติบโตได้อีกนับสิบปี ทำให้ความต้องการสินเชื่ออยู่ในระดับสูงซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตได้อีกในระยะต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังได้ออกตราสารทางการเงินใหม่ที่เรียกว่า “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” เพื่อเสริมเงินทุน ซึ่งตราสารประเภทนี้เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนเป็นเงินจำนวน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระคืน แต่ธนาคารมีสิทธิไถ่ถอนตราสารหลังจาก 5 ปี ได้ ซึ่งธนาคารได้เสนออัตราผลตอบแทนเริ่มต้น ร้อยละ 5 ต่อปี ชำระผลตอบแทนปีละ 2 ครั้ง จนถึงวันที่ผู้ออกตราสารสามารถใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารก่อนกำหนดครั้งแรก จากนั้นอัตราผลตอบแทนจะถูกปรับตามอัตราอ้างอิงทุก ๆ 5 ปี ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ ก็นับเป็นกลยุทธ์ในการระดมทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเตรียมรับมือกับปัญหา NPLs ที่อาจจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนสถานการณ์เพราะธนาคารมีสิทธิเต็มที่ในการไถ่ถอนตราสารเมื่อใดก็ได้หลังจาก 5 ปีแล้ว ซึ่งธนาคารก็น่าจะผ่านพ้นวิกฤติ NPLs ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีความพร้อมทางการเงินก็ค่อยไถ่ถอนหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืนก็ได้ โดยไม่ต้องเพิ่มทุนให้กระทบกับผู้ถือหุ้นและราคาหุ้นเลย การเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินนี้ จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่จะระดมทุนมาเสริมความแข็งแกร่งได้อย่างคล่องตัว หลังจากการเพิ่มส่วนของทุนทำได้ยากกว่าเพราะภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เสริมความมั่นคงทางการเงินให้กับธนาคารอีกด้วย นับว่าเป็นการยิงนกทีเดียวเข้าเป้าหลายตัวเลยทีเดียว

กลยุทธ์ทางการเงินจึงมีความสำคัญในการสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งแน่นอนและไม่แน่นอน อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีความยั่งยืนต่อไป

Football news:

Increasing selfishness and greed is the last thing the world needs right now. UEFA Vice-President on the European super League
Juve responded to Barca Pro 🐐 : We will bring you a real one at the camp Nou
Lampard thinks Messi is better than Ronaldo: I Choose Lionel because of pure, natural talent
He really wanted to play football, but he knew that he would not become a professional. Then he wrote a book about his favorite game
Structurally, Juve and Barcelona are very similar. Koeman won the case, and Pirlo smartly explained the tactics after the match
Alex telles has contracted the coronavirus
Dietmar Hamann: Manchester City have reached the ceiling under Guardiola. He is still in charge thanks to his achievements at Barca