Thailand

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ

เสียงเรียกร้องขอรัฐสวัสดิการในไทยดังขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แล้วเราพร้อมที่จะจ่ายหรือไม่?

การชุมนุมประท้วงนประเทศมีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ คือการผลักดันรัฐสวัสดิการ (#ถ้าการเมืองดี) พร้อมๆ กับการแสดงความไม่พอใจที่ภาษีของพวกเขานำไปใช้ "อย่างไม่ถูกต้อง" (ตะโกนพร้อมๆ กันว่าภาษีกูๆ)

เราไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจะรู้หรือไม่หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีนั้นเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย

การเรียกร้องรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว งานเขียนชิ้นหนึ่งว่าด้วยรัฐสวัสดิการที่ง่ายแก่การเข้าใจคือ "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ของศ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งท่านได้วาดหวังไว้ว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งควรได้รับบริการอะไรจากรัฐบ้างจึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคนของรัฐนั้นๆ

แต่ "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ง่ายเกินไปเพราะเป็นลักษณะของ "อุดมคติ" จนไม่ได้พูดถึงความซับซ้อนของสังคมที่คนรวย คนจน คนชั้นกลาง มีรายได้ห่างกันมากในประเทศไทย ห่างเสียจนการเก็บรายได้อย่างเป็นธรรมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

ปัญหาเฉพาะหน้าที่สุดของของการสร้างรัฐสวัสดิการคือจะเอาเงินมาจากไหน?

ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด รัฐสวัสดิการไม่เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ฉันนั้น ทั้งการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี ทั้งหมดต้องจ่ายด้วยเงินทั้งสิ้น

รัฐสวัสดิการคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รับประกันว่าพวกเขาจะมีกิน มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รัฐเองต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเองก่อน

โดยทั่วไปเงินทุนของรัฐสวัสดิการมาจากสองแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากภาษีทั่วไป (2) เงินประกันสังคมที่นายจ้างและ/หรือลูกจ้างจ่ายให้ ส่วนอื่นๆ มีบทบาทเล็กน้อยเท่านั้น

ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีเลิศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปเหนือประเทศเหล่านี้เก็บภาษีในอัตราสูงมาก เช่น สวีเดนเก็บในอัตราสูงถึง 60% ของรายได้ แต่ "ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐในการจัดการภาษีด้วยดี มีความศรัทธาอย่างลึกซึ้งในวงกว้างว่าเงินที่ไปสู่รัฐสวัสดิการนั้นจะถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์"

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องสร้างคือ ความเชื่อมั่นในรัฐ เชื่อว่าจะบริหารเงินของเราได้ ไม่ใช่ควักกระเป๋า

เมื่อดูสถานการณ์ของไทยตอนนี้ห่างชั้นจากความว่าเชื่อมั่นในรัฐอย่างมาก หากตัดเรื่องการเมืองออกไปแล้วดูแค่ดัชนีคอร์รัปชั่น จะพบว่าไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก

เทียบกับประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำและความโปร่งใสสูง ประเทศหล่านี้ล้วนแต่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มตัวทั้งสิ้่น คือ เดนมาร์กกับนิวซีแลนด์ที่คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์

เดนมาร์กเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 55.80% ฟินแลนด์เก็บ 53.52% สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นสหพันธรัฐเก็บ 2 ระดับคือระดับสหพันธ์ ประมาณต่ำกว่า 1% - 11.5% และระดับท้องถิ่นอาจสูงถึง 48.0% (ในเจนีวา)

ส่วนนิวซีแลนด์เก็บที่ 10.5% - 33% และสิงคโปร์ 22% ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในยุโรปเหนือและไม่ใช่รัฐสวัสดิการเต็มตัวดังนั้นเราจะละสองประเทศนี้ไว้ฐานที่เข้าใจ

หันกลับมามองที่ไทย การเก็บภาษีของไทยนั้นไม่ครอบคลุม คนที่เสียภาษีจริงๆ มีแค่ 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่ถึงเกณฑ์จะเสีย (เพราะจนเกินไป) หรือได้งดเว้นภาษี (เพราะเป็นคนชั้นกลางที่สร้างตัว) คนที่เสียภาษีจริงๆ จึงเหลือแต่คนที่มีรายมาก ดูแล้วเหมือนจะเป็นการเก็บภาษีก้าวหน้าที่แฟร์ เพราะเกลี่ยคนรวยมาช่วยคนจน แต่ถ้าเราจะสร้างรัฐสวัสดิการเราจะมา "เตี้ยอุ้มค่อม" แบบนี้ไม่ได้

หากยังไม่ชัดว่ามันเตี้ยอุ้มค่อมอย่างไร ให้เทียบดูสัดส่วนคนเสียภาษีของไทยที่มี 4 ล้านจากประชากร 69.43 ล้านคน ส่วนสวีเดนมีประชากร 10.23 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษีประมาณ 7 ล้านคน

คิดกลมๆ ก็คือทั้งประเทศไทยมีคนเสียภาษีแค่ 5.7% ส่วนสวีเดนมีคนเสียภาษีถึง 68.4% ของประชากรทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าใครที่สามารถจะสร้างสังคมสวัสดิการที่มั่นคง และ "แฟร์" มากกว่าเพราะเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยและครอบคลุมมากกว่ากัน

ดังนั้นภารกิจแรกก่อนจะสร้างรัฐสวัสดิการที่มั่นคงคือ "ต้องกำจัดความยากจนให้หมดก่อน"

แน่นอนว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมหนึ่งๆ จะไม่มีคนจนเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะทำไม่ได้ อย่างน้อยจีนก็พยายามทำอยู่ หรือหากไม่ได้เล่นใหญ่แบบจีน เราก็สามารถช่วยให้ประชาชนเกือบทั้งหมดหลุดพ้นจากภาวะไม่มีจะกินให้ได้เสียก่อน

มีผู้กล่าวว่า "เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการลดความยากจน แทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ" (real goal should be reducing poverty rather than reducing inequality.)

ไม่มีสังคมไหนในโลกที่ไม่เหลื่อมล้ำ แต่เราสามารถให้โอกาสคนอย่างเท่าเทียมกันได้เพื่อให้เขาเลือเอาว่าจะกดตัวเองให้ต่ำลง อยู่ในสถานะเดิม หรือมุ่งไปสู่ภาวะที่สูงกว่า การให้โอกาสคนที่เท่ากับและให้พวกเขาทำให้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกันต่างหากคือสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก่อน

ถามว่าถ้าไม่ลดความยากจนเพื่อที่จะสร้างผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมขึ้น เราจะมุ่งเก็บแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้หรือไม่?

ประเด็นเรื่อง VAT กลุ่มผู้ประท้วงในไทยยกขึ้นมาอ้างหลายครั้งหลายหนว่าเป็นเหตุให้พวกเขาเรียกร้องบริการสาธารณะจากรัฐเพราะเสียภาษีไปแล้วในรูปของ VAT

มาดูที่ข้อเท็จจริงกันก่อน VAT เป็นภาษีได้เข้ารัฐสูงสุดคือ 37% เทียบกับภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่คิดเป็น 15% และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 29% ของภาษีทั้งหมด อีก 19% ที่เหลือเป็นภาษีอื่นๆ

จะเห็นว่า VAT คือขุมกำลังสำคัญของรายได้ภาษีและเป็นภาษีที่ทุกคนมีส่วนร่วมจ่าย ยิ่งใช้มากยิ่งจ่ายมาก ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วค่อยจ่ายมาก

ในสวีเดนเองก็มีการยกความดีความชอบให้กับ VAT ว่าเป็นพลังสำคัญที่ช่วยหนุนรัฐสวัสดิการ แต่แน่นอนว่ามันเดินขาเดียวไม่ได้ VAT ต้องเก็บมากขึ้นโดยมีการลดเพดานการเก็บภาษีเพื่อเก็บภาษีให้ครอบคลุมคนทุกชั้นมากขึ้น ลดมาตรการผ่อนผันภาษี และเพิ่มอัตรา VAT อยู่ที่ 25% ซึ่งสูงที่สุดในยุโรป

ดังนั้นคีย์เวิร์ดก็ยังอยู่ที่ "เก็บภาษีโดยเท่าเทียมกัน"

ปัญหาคือไทยยังลดความยากจนไม่สำเร็จจึงสร้างฐาน Tax ไม่กว้าง ขณะเดียวกันพอจะขึ้น VAT ก็มีเสียงโวยวายจากประชาชนขึ้นมาอีกว่าเป็นภาระกับพวกเขา

ลงแบบนี้คนไทยจะเข้าทำนอง "เสียคืบจะเอาศอก" ภาษีไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่อยากจะได้สวัสดิการ

ตอนนี้ไทยก็มีสวัสดิการที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วเสียอีก นั่นคือ "สามสิบบาทรักษาทุกโรค" ซึ่งได้รับคำชอมจากทั่วโลก แต่มีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือมันไม่ค่อยจะยั่งยืนเรื่องการเงิน ทั้งเงินไม่พอ และมีเหลือบหากินกับนโยบายนี้

ปัญหาจึงกลับมาที่จุดเดิมคือไทยขาดทั้งเงินและขาดทั้งความโปร่งใส หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็เป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้

แต่ไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนกล้าเสี่ยงขึ้นภาษีบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมันคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง ดังนั้นก่อนที่จะทำให้รัฐมีเงินเข้ามามาก เราต้อง "ศรัทธาในรัฐ" แบบชาวสวีเดนเสียก่อน ศรัทธาว่าเจ้าหน้าที่จะไม่โกงกินและนำเงินภาษีของเราไปใช้อย่างคุ้มค่า

เรื่องทั้งหมดนี้เหมือนงูกินหาง ไม่รู้จะแก้จุดไหนก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

Football news:

Manchester United will not give van de Beek on loan. The club wants to keep the squad to fight for trophies
Pep about the Super League: We can't lose the national leagues. To create a super-Premier League, you need to reduce the number of participants
Derby midfielder Ayb has admitted to being depressed. Bellerin and Abraham supported the player
Liverpool scored 21 points less after 19 rounds of the Premier League than in the championship season. Only Chelsea have ever had a bigger difference
El Shaarawy joins Roma on loan. Medical check-up tomorrow
Milner on Liverpool: Self-pity and excuses won't help. YNWA is more important now than ever
Ex-Barca president Gaspar on Setien's compensation: The club has laid out its arguments, the coach has laid out his own. The new president will decide everything, I hope