Thailand

หัวใจคุณหล่อมาก!! เศรษฐา ทวีสิน ไม่มีอะไรคุ้มเท่าลงทุนกับเด็ก เขาคืออนาคต

“ไม่ใช่แค่แพสชัน หรือการสร้างภาพไปวันๆ แต่ถือเป็นหน้าที่ของมหาเศรษฐีและองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ จะต้องทำประโยชน์ตอบแทนคืนสังคมด้วยความจริงใจ” นี่คือความในใจของ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่เก็บงำมานาน...บอกเลยว่าหัวใจคุณหล่อมาก!! เพราะแม้จะต้องสู้รบปรบมืออย่างหนักกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 จนแทบล้มทั้งยืน แต่บอสใหญ่แห่งแสนสิริก็ยืนกรานว่า จะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ที่อยากพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนทั้งโลก เพื่อให้พวกเขาเป็นกำลังสำคัญของโลกต่อไป พร้อมประกาศความตั้งใจเป็นกระบอกเสียงชักชวนเหล่านักธุรกิจมาร่วมเป็นพันธมิตรสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้โลกเรา

“ทุกๆภาคส่วนของสังคมต้องการความช่วยเหลือหมด ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ, คนแก่, คนด้อยโอกาส หรือเด็กก็ตาม แต่ผมมีแพสชันส่วนตัวเกี่ยวกับเด็ก เพราะเชื่อว่าเด็กคืออนาคตของชาติ และพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญของโลกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว สิ่งที่เราควรจะซัพพอร์ตเด็กมีอยู่ด้วยกัน 3 ด้าน คือ เรื่องการศึกษา, สุขภาพ และกีฬา คนเราจะทำอะไรให้ดีต้องมีแพสชันส่วนตัว ซึ่งผมสนใจเรื่องกีฬาและการศึกษาเป็นพิเศษอยู่แล้ว” ...เจ้าพ่อวงการอสังหาฯเมืองไทยบอกเล่าถึงความตั้งใจ

ทำไมถึงเลือกเป็นพันธมิตรกับยูนิเซฟ ทั้งที่เมืองไทยก็มีองค์กรการกุศลด้านเด็กเยอะ

สำหรับผมเด็กก็คือเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติไหน เขาก็คือเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ ปัจจุบันปัญหาในโลกมีเยอะมากที่ส่งผลกระทบกับเด็ก โลกวันนี้ไร้พรมแดนแล้ว ในฐานะที่เป็นประชากรโลก เราก็ควรจะขยายความช่วยเหลือไปสู่เด็กๆทั้งโลก โดยไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทย ผมทำงานกับยูนิเซฟมานานแล้ว เริ่มจาก ความสนใจส่วนตัว และค่อยๆพัฒนามาสู่ความร่วมมือระหว่างแสนสิริกับยูนิเซฟ โดยเราเป็นพันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรมกันมา 10 ปีแล้ว เป้าหมายสำคัญร่วมกันคือ การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั่วทั้งโลก ซึ่งรวมถึงเด็กและเยาวชนในประเทศไทยด้วย เราเห็นตรงกันว่าเรื่องของเด็กคือเรื่องของทุกคน หน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างพวกเราคือ การส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ของเด็กๆทั่วโลก ขณะเดียวกัน ก็พยายามผลักดันให้เกิดนโยบายต่างๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเด็กๆ

ในฐานะผู้นำวงการอสังหาฯ แสนสิริให้ความสำคัญกับพันธกิจนี้จริงจังแค่ไหน

เราให้ยูนิเซฟครึ่งหนึ่งของงบสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยแสนสิริบริจาคเงินให้ยูนิเซฟทุกปี ปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเนื่องมาถึงปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว เป็นเงินบริจาคเข้า “กองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินของยูนิเซฟ” (UNICEF Global Emergency Fund) จนถึงปัจจุบันเราบริจาคไปแล้วกว่า 325 ล้านบาท เงินก้อนนี้ยูนิเซฟสามารถเบิกเอาไปทำอะไรก็ได้แบบไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีแก่เด็กและครอบครัวหลายสิบล้านคนทั่วโลก ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ, สงครามกลางเมือง, การสู้รบ, วิกฤติด้านสุขภาพ หรือแม้แต่สถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ โดยงานหลักของยูนิเซฟคือ จัดส่งสิ่งของที่จำเป็นต่อการอยู่รอดในภาวะวิกฤติ, ช่วยเหลือเด็กที่ขาดสารอาหารรุนแรง, การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ, จัดหาน้ำสะอาด รวมถึงการเยียวยาจิตใจเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แสนสิริกับยูนิเซฟร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกขนาดไหน

ผมกับ “คุณโธมัส ดาวิน” ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ร่วมกันทำโครงการเพื่อสังคมไปแล้ว 17 โครงการ ตั้งแต่โครงการ “Iodine Please” ผลักดันจนเรื่องไอโอดีนกลายเป็นนโยบายระดับประเทศ โดยรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงอันตรายของโรคขาดสารไอโอดีนในเด็ก ซึ่งส่งผลให้สมองของเด็กพัฒนาการไม่เต็มที่และมีไอคิวต่ำลง ปัญหานี้ฝังรากลึกในเมืองไทยมาหลายสิบปี แต่ด้วยความร่วมมือของยูนิเซฟ กับแสนสิริ สามารถผลักดันจนเกิดกฎหมายให้มีการเติมสารไอโอดีนในเกลือบริโภค และประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 นอกจากนี้ เรายังริเริ่มโครงการ “Zero Child Labour” ผลักดันให้เกิดข้อสัญญาคุ้มครองแรงงานเด็ก โดยแสนสิริและคู่ค้าลงนามในสัญญาร่วมกันสนับสนุนการไม่ใช้แรงงานเด็ก ขณะที่ในช่วงเกิดโควิด-19 ระบาดไปทั้งโลก แสนสิริยังบริจาคเงินเพิ่ม 2 ล้านบาท และผมนำรายได้ 500,000 บาท จากการขายหนังสือ “เศรษฐากับกีฬา” มาสมทบให้ยูนิเซฟ เพื่อนำไปใช้เยียวยาวิกฤติอย่างทันท่วงที

เคยมีโอกาสไปลงพื้นที่ภาคสนามจริงๆกับยูนิเซฟไหม

ถ้าเราเป็นผู้บริหารไม่ลงมือทำเองด้วย พนักงานก็คงไม่เห็นความสำคัญ ผมได้ไปร่วมทำงานกับยูนิเซฟหลายครั้ง เคยไปดูแวร์เฮาส์คลังเก็บของของยูนิเซฟ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เคยไปเยี่ยมแคมป์ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ในประเทศเลบานอน ตอนที่เปิดแคมป์ใหม่ๆ ได้เห็นปัญหาหลายอย่าง ทำให้รู้สึกว่าน่ากลัวนะ รู้สึกว่าเงินที่เราบริจาคน้อยนิดมาก เข้าใจเลยว่าทำไมยูนิเซฟต้องเรียกร้องให้มีการบริจาคเพิ่มมากขึ้น อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโลกวันนี้เป็นโลกไร้พรมแดน เวลาจะบริจาคอย่าไปคิดว่าทำไมต้องไปช่วยเด็กที่ซีเรีย ในขณะที่เด็กไทยก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะพอถึงเวลาที่เมืองไทยเผชิญวิกฤติ ยูนิเซฟก็มาช่วยเราเต็มที่เหมือนกัน ล่าสุด เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากยูนิเซฟให้เป็นตัวแทนจากภาคเอกชนเพียงคนเดียวร่วมพูดคุยบนเวทีในงาน “Humanitarian Action for Children” ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ถือเป็นเกียรติอย่างมาก

ตั้งแต่ทำธุรกิจมา วิกฤติครั้งไหนหนักหน่วงที่สุด

หนักที่สุดคือ วิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ขับรถเบนซ์อยู่ดีๆ ก็โดนเจ้าหนี้ยึดไปเลย เพราะติดหนี้ค่าเสาเข็ม 3 ล้านบาท แต่วิกฤติโควิด-19 อาจจะหนักกว่า เพราะกระทบวงกว้างมาก และยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

ทวิตเตอร์คุณนิด @Thavisin จั่วหัวใคร บอกตลาดอสังหาฯยังไปได้ คนนั้นพูดไม่จริง แล้วสถานการณ์จริงเลวร้ายขนาดไหน

ผมคิดว่าไทยทำได้ดีในแง่ระบบสาธารณสุข แต่ผมยังไม่เห็นบาลานซ์ระหว่างสาธารณสุขกับเศรษฐกิจประเทศ คุมเข้มการระบาดเกินไปเศรษฐกิจก็พัง แต่เปิดประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากไป โรคก็กลับมาอีกรอบ การรักษาสมดุลของสองเรื่องนี้ยากแต่ต้องทำ และต้องทำโดยด่วนด้วย แจกเงินให้คนที่เดือดร้อนก็ทำไป ไม่ได้บอกว่าไม่ให้แจก แต่แจกแล้วไม่มีมาตรการกระตุ้นอื่นตามมา เศรษฐกิจก็พังอยู่ดี ถ้าใครบอกว่าตลาดอสังหาฯยังไปได้ คนนั้นพูดไม่จริงแน่นอน อสังหาฯ ล้อไปกับจีดีพี ถ้าเศรษฐกิจดีคนถึงอยากมีบ้าน วันนี้ประเทศไทยโชคดีที่มีอัตราการออมสูงมาก ถ้ามีลดแลกแจกแถมออกมาก็มีกำลังซื้อได้ ทุกวันนี้แสนสิริยอดโอนสูงเป็นประวัติการณ์ ไม่ใช่เพราะตลาดดี แต่เราจัดโปรโมชันเพื่อเร่งขายเร่งโอน เพราะอยากได้เงินสดในการรับมือ worst case scenario เศรษฐกิจแย่ภาคอสังหาฯยิ่งแย่ รัฐบาลต้องช่วย แม้แสนสิริจะพอไปไหว เพราะตุนเงินสดไว้แล้ว 12,000 ล้าน แต่เราก็ไม่อยาก เห็นใครต้องล้มไป เพราะจะกระทบกันหมด ถ้าคุณไม่สบาย ต้องยอมรับก่อนว่าไม่สบาย ถึงจะรักษาให้หายได้ หลายคนไม่ยอมรับความจริง

อะไรคือเรื่องเร่งด่วนสุดที่รัฐบาลควรทำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ถามว่า ประชากรหลักของประเทศทำอะไร ก็เกษตรกรรมใช่ไหม ทำไมไม่ช่วยประกันพืชผล, รับจำนำพืชผล หรือจ้างผลิตไปเลย เพื่อให้พวกเขามีอินเซนทีฟในการปลูกพืชผล ให้เน้นแค่ 5 อย่างที่เป็นพืชเศรษฐกิจคือ ข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา, อ้อย และข้าวโพด อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้มีงานทำและมีเงินใช้ ไม่ต้องขอเงินจากรัฐบาลเราจัดการโควิดได้ดีที่สุดในโลก เรื่องเศรษฐกิจก็เหมือนกัน สั่งแล้วต้องทำให้เร็วเลย แจกเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก ต้องทำไปพร้อมกับการใช้มาตรการที่ยั่งยืน

ถ้าโควิดยังอยู่อีกยาว ต่อจากนี้จะเปิดตำราสู้ยังไง

ต้องทำตัวให้เฟล็กซิเบิลตลอดเวลาเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ, สังคม หรือสาธารณสุข ยุคนี้คุณต้องลู่ไปตามลม อะไรมาก็สู้กันไป สำคัญคืออย่าถอย ต้องเป็นไฟต์เตอร์ ถ้าเรามองว่า โควิดจะอยู่อีกยาว เราก็ต้องเตรียมตัวเก็บเงินสดไว้ให้มากที่สุด ใช้จ่ายให้น้อยหน่อย วันนี้ผมบอกลูกน้องทุกคนชัดเจนว่า พวกคุณต้องทำงานเยอะขึ้นในผลตอบแทนที่น่าจะน้อยลง ถ้าตื่นมาทำใจตรงนี้ได้คุณถึงจะอยู่ได้ ตอนนี้โลกมันไม่สวยหรู เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของชีวิต ข้อดีคือเวลาเจอวิกฤติทำให้แกร่งขึ้น ถ้าเราผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ภูมิต้านทานดีขึ้น เดี๋ยวมันก็อยู่รอดเอง.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

Football news:

Rashford with 4 goals led the race of scorers of the season Champions League
Holand scored the most goals (12) in the first 10 matches in the Champions League
Pirlo about 0:2 with Barca: this match will help Juventus grow
Griezmann did not make any effective actions in 6 matches under Koeman
Ole Gunnar Solskjaer: Leipzig made Manchester United work hard. Rashford had a big impact on the game
Roberto victory over Juventus: the Best response to the unrest in Barcelona - it's a game
Ronald Koeman: Barcelona played their best match of the season against Juventus. We had a lot of chances