Thailand

ม็อบ 14 ต.ค.มืดมน"ลุงตู่"ลุยต่อไม่รอแล้ว !!


 ม็อบละเลงสีที่หน้า ม.พัน 4 รอ.
เมืองไทย 360 องศา

จะเรียกว่าทำตัวเองแท้ๆ สำหรับ “ม็อบปลดแอก”ที่ปล่อยให้พวกเด็กๆ ไร้ประสบการณ์อย่าง “เพนกวิน”พริษฐ์ ชิวารักษ์ “รุ้ง”ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ“ไมค์”ภานุพงศ์ จาดนอก รวมไปถึง อานนท์ นำภา เป็นต้น เป็นแกนนำในการชุมนุม ทำให้สูญเสียพลังและ“เสียของ”อย่างน่าเจ็บใจ หลายคนอาจมองว่าเป็นเพราะโลกในโซเชียลฯ กับความเป็นจริงมันต่างกันลิบลับ

ขณะที่หลายคนมองว่าเป็นเพราะสถานการณ์ยังไม่ได้ หรือ“ไม่สุกงอม”เงื่อนไขยังไม่เต็มร้อย แม้จะพยายามพยายาม“เร้า”กันทุกทางแต่มันก็ดันไม่ขึ้นอยู่ดี ส่วนสำคัญอาจเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามที่กล่าวหาว่าเป็น “เผด็จการ”นั้น มีการปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดีกว่า รู้จักยืดหยุ่นโอนอ่อน ไม่ยอมเข้าปะทะกันตรงๆ

ตรงกันข้ามกับฝ่าย“ปลดแอกฯ”ที่ยิ่งนาน ยิ่งถดถอย ยิ่งนานยิ่งแสดงออกแบบก้าวร้าว คุกคาม และหยาบคาย ด่าทอผู้อาวุโส ซึ่งในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนจะต้องคำนึงถึงเรื่องแบบนี้เอาไว้บ้าง เชื่อว่าภาพที่ “รุ้ง”ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล “ด่าทอ”นายชวน หลีกภัย ประธนรัฐสภา ด้วยคำที่สื่อสัญลักษณ์หยาบคาย เมื่อวันก่อน ย่อมทำให้สังคมหันกลับมามองเด็กๆ พวกนี้ด้วยสายตาที่ออกไปในเชิง“สมเพช”รวมไปถึงใครก็ตามในฟากนั้นที่สนับสนุนยุยุงการกระทำของเด็กๆ ดังกล่าว

ล่าสุดยังมีพฤติกรรม ยกขบวนกันไปสาดสี ปาไข่ บริเวณหน้ารั้วของกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลบลงไปอีก เพราะขณะที่แสดงพฤติกรรมอย่างเต็มที่อยู่นั้น อีกฝ่ายหนึ่งกลับไม่ตอบโต้ปล่อยให้ “ละเลง”กันเต็มเหนี่ยว มันก็ยิ่งสร้างความเสียหายตามมาในแบบคาดคิดไม่ถึง

แน่นอนว่าหากกล่าวถึงภาพความล้มเหลวของการชุมนุมภายใต้การขับเคลื่อนของ เด็กๆ เยาวชนกลุ่มนี้ น่าจะเริ่มเห็นชัดและตัดสินกันได้ตั้งแต่การชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมาภายใต้ชื่อ “กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”แล้ว เพราะภาพที่ออกมา หากพิจารณากันตามความเป็นจริง ไม่ “อวย”กันจนเวอร์ ก็ต้องบอกว่า เลอะเทอะ ไม่เป็นเอกภาพ เป็นม็อบที่ไร้พลังและไม่มีแก่นสาร ทำให้ “เสียของ”อย่างที่ว่านั่นแหละ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับมอบรถไฟฟ้า


ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ“คนชักใย”ไม่กล้าออกตัว ออกมานำเอง แต่กลับ“เชิด”เด็กๆพวกนี้ ซึ่งไร้ประสบการณ์ ไร้ภาวะผู้นำ และที่สำคัญ“ยังสำคัญตัวเองผิด”มีแต่ความก้าวร้าว และที่สำคัญ เนื้อหาและเป้าหมายในการชุมนุมกลับผิดเพี้ยนไปจากกรอบเดิมนั่นกลับเน้นไปที่การ“โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์”ซึ่งทำให้แนวร่วมถอยห่างออกไปเรื่อยๆ

ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นลบที่สะสมมาเรื่อยๆ ดังกล่าว มันก็ย่อมส่งผลไปถึงการชุมนุมที่ประกาศจะมีขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ แน่นอน และที่ประกาศว่าจะมาแบบ “มืดฟ้ามัวดิน”นั้นก็ต้องรอดู แต่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบที่มองเห็น ก็น่าจะเป็นแค่คำคุยโม้คำโตหรือเปล่า

ขณะที่อีกด้านหนึ่งในฟากของฝ่ายที่ถูกกล่าวว่าเป็น “เผด็จการ”นั้นกลับกลายเป็นว่า“ปล่อยฟรี”กันอย่างเต็มที่ หากสังเกตท่าทีของระดับ “บิ๊ก”ในรัฐบาล ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมไปถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่แสดงออกให้เห็นแบบอ่อนโยน มองการชุมนุมของเด็กๆ พวกนี้แบบการแสดงออกของ“ลูกหลาน”และพยายามปิดเงื่อนไขให้มากที่สุด ทำให้การชุมนุมที่ผ่านมาแทบจะ “ไปไม่เป็น”เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน เมื่อประเมินสถานการณ์แล้วทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มเปิด “เกมรุก”ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยังเดินหน้าบริหารจัดการได้ตามปกติ หลายนโยบายสำคัญ เริ่มทยอยออกมาแล้ว เช่น โครงการ “คนละครึ่ง”เพิ่มเงินใช้จ่ายในบัตรสวัสดิการฯ การกระตุ้นการมีงานทำ โดยเน้นไปที่นักศึกษาที่จบใหม่ๆ และคราวนี้โครงการใช้จ่ายจะกระจายลงสู่รากหญ้ามากกว่าเดิม และคราวนี้ร้านค้าก็จะเน้นพวกรายย่อย แผงลอย ไม่ให้ร้านสะดวกซื้อของกลุ่มทุนเข้าร่วมเหมือนแต่ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นการปิดข้อโจมตีเรื่องเอื้อกลุ่มทุนใหญ่

ล่าสุด วันที่ 1 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำขบวนไปจังหวัดชลบุรี สร้างความมั่นใจกับนักลงทุนในโครงการอีอีซี และยังเป็นประธาน รับมอบขบวนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพูขบวนแรก ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ถึงการพัฒนาที่เดินหน้าให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในยุคการบริหารของเขา



ดังนั้น หากประเมินสถานการณ์เทียบกันแล้วนาทีนี้ก็ยังมั่นใจว่า ม็อบวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ที่บอกว่าจะมาแบบมืดฟ้ามัวดินนั้น ยังมองไม่เห็น และยิ่งได้เห็นพฤติกรรมของแกนนำที่แสดงออกมา มันก็ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า น่าจะเป็นเพียงการชุมนุมรวมกลุ่มกันเองในแนวทางเดียวกัน และยิ่งถดถอย ขณะที่อีกฝ่ายยังมั่นคงและรุกไปข้างหน้า โดยพยายามปิดเงื่อนไขให้มากที่สุด ลากยาวต่อไป !!

Football news:

Hans-Dieter flick: I Hope Alaba will sign a contract with Bayern. Our club is one of the best in the world
Diego Maradona: Messi gave Barca everything, brought them to the top. He was not treated the way he deserved
Federico Chiesa: I hope to leave my mark in Juve. We will achieve great results
The Coach Of Benfica: I don't want us to look like the current Barcelona, it has nothing
Guardiola on returning to Barca: I'm happy at Manchester City. I hope to stay here
Fabinho will not play with West ham due to injury
Ronald Koeman: Maradona was the best in his time. Now the best Messi