Thailand

ผู้ใหญ่ลีสงสัยว่า ทำไมฝรั่งถึงไม่ยอมใส่หน้ากาก ??!! (ตอนที่สิบสี่)

โดย...ไชยันต์ ไชยพร                  

*******************

ว่าจะขยายความทฤษฎีความยุติธรรมของศาสตราจารย์รอนัล ดอกิน (Ronald Dworkin แห่งมหาวิทยาลัยเยล) เพราะคราวที่แล้วค้างไว้ที่เรื่องนโยบายการเยียวยาผู้เดือดร้อนจากวิกฤตโควิด-19 โดยผมได้กล่าวถึง พ่อค้าผลไม้รถเข็นสองคน ที่คนหนึ่งเป็นคนเก็บหอมรอมริบใช้ชีวิตพอเพียง กับอีกคนหนึ่งที่หาได้เท่าไรก็เอาไปเล่นหวยกินเหล้า พอมีวิกฤตโควิด คนไม่ซื้อผลไม้รถเข็นกินกัน ส่งผลให้พ่อค้าทั้งสองได้รับผลกระทบ คำถามที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลควรจะช่วยพ่อค้าทั้งสองคนในปริมาณเงินที่เท่าๆกันหรือเปล่า ? หรือควรจะช่วยคนที่เดือดร้อนมากกว่า แต่พ่อค้าที่เดือดร้อนมากกว่าคือคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่พอเพียง !! แต่ถ้าจะไปช่วยพ่อค้าพอเพียงมากกว่า มันก็จะดูแปลกๆอีกเหมือนกัน

หลังจากทิ้งปัญหาไว้ ก็มีท่านผู้อ่านลองส่งคำตอบมา แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะบังเอิญ ผู้ใหญ่ลีแกไปนั่งดูข่าวในโทรทัศน์และเห็นฝรั่งไม่ยอมใส่หน้ากาก แกก็ตกใจและงุนงง เพราะแกคิดว่า คนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัยน่าจะเป็นพวกคนป่าที่ไม่เข้าใจเรื่องสาธารณสุข หรือไม่ก็คนบ้าที่พูดไม่รู้เรื่อง แกก็มาบ่นๆกับลูกบ้านแก ลูกบ้านแทบทุกคนก็รู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ คืองงไม่เข้าใจพฤติกรรมของฝรั่งเหล่านั้น แต่มีลูกบ้านสาวคนหนึ่งเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ เพราะมหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยที่ผู้สาวนี้ไปเรียนคือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะที่เรียนคือ คณะรัฐศาสตร์ เรียนแพลน เอ (Plan A การปกครอง) ซะด้วย  พอลูกบ้านสาวเห็นผู้ใหญ่และพี่ป้าน้าอาต่างพากันงงเรื่องฝรั่งดื้อไม่สวมหน้ากาก  เธอก็เลยลุกขึ้นบอกกับทุกคนว่า “ฉันว่าฉันพอจะรู้นะว่า ทำไมฝรั่งถึงดื้อ”

ผู้ใหญ่ลีได้ยินก็ร้องออกมาว่า “อย่างเอ็งหน่ะหรือจะรู้ ??!! เอ็งเคยไปเมืองนอกเมืองนามาหรือวะ ?” ส่วนแม่ของเธอทำท่าตกใจและกระซิบบอกผัวว่า “สงสัย อีหนูมันจะแอบไปมีแฟนฝรั่งหรือเปล่าเนี่ย ?”  “อีหนู” ไม่โกรธผู้ใหญ่ลีและแม่ที่คิดอะไรแบบนั้น และตอบออกมาว่า “หนูไม่เคยไปเมืองนอก และยังไม่ได้มีผัวฝรั่ง แต่อาจารย์ที่รามเขาเคยสอนเรื่องนี้พอดี และหนูอัดเทปที่อาจารย์สอนไว้ด้วย เดี๋ยวหนูจะเปิดให้พวกเราฟังนะ” 

“ทำไมฝรั่งไม่ยอมสวมหน้ากาก"

ในปัจจุบัน เราจะเห็นข่าวในช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่ ไวรัสโควิด 19 กำลังระบาดไปทั่วโลก โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน แต่ ณ เวลานี้ การระบาดมากมายไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน แต่กำลังเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา สาเหตุหนึ่งและอาจจะเป็นสาเหตุที่สำคัญก็คือ การที่คนอเมริกันไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องของการใส่หน้ากากอานามัย ตลอดจนไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม  ไม่เท่านั้นพวกเขายังพากันต่อต้านอย่างหนักต่อการใส่หน้ากากอานามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม ตลอดจนการล๊อคดาวน์  (Lock Down) ของรัฐบาลมลรัฐที่นำมาใช้ในการควบคุมโรคระบาด

พวกเราอาจจะดูว่าพฤติกรรมของคนอเมริกันนั้นดูช่างไร้เหตุผลเสียสิ้นดี แต่เอาจริงๆแล้ว ส่วนหนึ่งเราต้องเข้าใจว่า พวกเขามีฐานคิดอะไรบางอย่างอยู่ ในการที่พวกเขาแสดงพฤติกรรมออกมาดังกล่าว การที่จะเข้าใจเรื่องดังกล่าว อยากจะให้เริ่มต้นด้วยคำกล่าวของ Jay A. Sigler  นักรัฐศาสตร์อเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง  ‘The Conservative Tradition in America Thought’  เขาได้กล่าวว่า ‘คนอเมริกันแทบทั้งหมดคือจอห์น ล็อค’ (All American are Lockean)  ซึ่งสำหรับคนที่ต้องการเข้าใจการเมืองอเมริกันหรือพฤติกรรมต่างๆของคนในประเทศนี้ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงในการทำความเข้าใจถึงความคิดของจอห์น ล็อค (John Locke) นักคิดชาวอังกฤษในศตวรรษที่  17 ได้เลย   

จอห์น ล็อก นักคิดชาวอังกฤษ ศตวรรษที่สิบเจ็ด

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การสร้างชาติ การร่างรัฐธรรมนูญ สงครามกลางเมือง ความเป็นอยู่ ต่างก็อยู่บนวิธีการตีความความคิดของล็อคในแบบของคนอเมริกันทั้งสิ้น และรวมถึงการไม่ใส่หน้ากากครั้งนี้ด้วย เพราะเราจะเห็นว่าบรรดาผู้ประท้วงตามรัฐต่างๆประท้วงว่า เขามีเสรีภาพตามสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด สิทธิดังกล่าวรวมถึงการเลือกไม่ใส่หน้ากาก การไม่ยอมให้รัฐบาลมลรัฐล๊อคดาวน์ หรือห้ามเดินทางไปไหนมาไหนอีกด้วย เราจะเห็นว่าผู้ประท้วงส่วนหนึ่งบอกว่า การ Lock Down คือ คอมมิวนิสม์ (Communism) บางคนกล่าวถึงขนาดว่า พวกเขายอมตายอย่างมีเสรีภาพโดยไม่มีผ้าปิดปาก ดีกว่าไม่ตายแล้วถูกลิดรอนเสรีภาพด้วยการห้ามไปไหนมาไหน หรือเอาผ้ามาปิดปาก เราฟังดูก็เหมือนว่าคนเหล่านี้เสียสติ แต่เอาเข้าจริงพวกเขาเข้าใจว่า ประชาธิปไตยแบบพวกเขาคือการที่ผู้คนมีอิสระเสรีภาพ รัฐไม่มีสิทธิที่จะมาละเมิดสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งการมาบังคับให้พวกเขาต้องใส่หน้ากาก และห้ามไม่ให้เขาออกไปไหนมาไหนได้ แม้ว่าจะเป็นข้ออ้างในเรื่องของการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่ดีกับตัวเขาเองก็ตามที

ถ้าเรามองผ่านแนวคิดของล๊อคที่ถูกคนอเมริกันตีความมาหลายชั่วอายุ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชาติและถูกเน้นย้ำมาเป็นระยะๆผ่านนักคิดคนสำคัญเช่น โรเบิร์ต โนซิค (Robert Nozick) เราจะยิ่งเข้าใจได้เลยว่าทำไมพวกเขาถึงต่อต้านเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คนอเมริกันมีอุดมคติผ่านการตีความงานของล๊อคว่า รัฐที่ดีนั้นจะต้องเป็นรัฐแบบเล็กๆ (Minimal State ) เล็กในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขนาด แต่หมายความถึงการที่รัฐจะต้องไม่ไปยุ่มย่ามกับชีวิตของประชาชน รัฐมีหน้าที่จำเพาะตามที่ประชาชนมอบให้ หรือตามที่กำหนดไว้ ซึ่งในที่นี้ก็คือ รัฐธรรมนูญ อะไรที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐห้ามมายุ่ง ห้ามมาบังคับ และถ้ารัฐมาบังคับ พวกเขาก็มีสิทธิที่จะทำการปฏิวัติ ประท้วงหรืออะไรก็ว่าไป (Right Of Revolution) ตามความคิดของคนอเมริกันจำนวนหนึ่งมองว่า การที่รัฐทำตัวเหมือนคนรู้ดี (Extensive State) ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ ที่เที่ยวมากำหนดว่าประชาชนต้องทำอะไร รัฐแบบนี้คือรัฐที่เลว และเป็นเผด็จการ ซึ่งรัฐเผด็จการตามความคิดความเข้าใจของคนอเมริกันที่เคยผ่านช่วงสงครามเย็นมาก็คือ รัฐแบบโซเวียต หรือรัฐแบบจีน ที่ส่วนกลางจะเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างทั้งหมด

ดังนั้น การเข้าใจแบบนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอเมริกันกล่าวว่า การมากำหนดให้พวกเขาอยู่แต่ในบ้าน หรือบังคับให้ใส่หน้ากาก คือ คอมมิวนิสต์ จริงๆเรื่องในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression) ช่วงค.ศ.1929 หรือเทียบกับเวลาไทยก็คือ ช่วงรัชกาลที่ 7  รัฐบาลอเมริกันเริ่มที่จะเปลี่ยนการจัดการทางเศรษฐกิจ ที่แต่เดิมนั้นรัฐจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซงมากนัก เปลี่ยนมาเป็นอัดฉีด หรือจัดสวัสดิการ รัฐในยุคนั้นก็ถูกนักวิชาการคนสำคัญอย่างฟรีดริช ฮาเยค (Friedrich Hayek)  โจมตี ว่าการทำเช่นนี้คือ หนทางของการนำชาติไปสู่ความเป็นทาส ความคิดเช่นนี้ปรากฏในหนังสือเรื่อง Road to Serfdom ตีพิมพ์ออกมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่คนอเมริกันจะแสดงออกถึงพฤติกรรมต่างๆในบริบทของการเกิดโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้

ฟรีดริช ฮาเยค นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาชาวออสเตรีย-อังกฤษ ศตวรรษที่ยี่สิบ  

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการนำนักคิดปรัชญาการเมืองมาทำความเข้าใจ การกระทำหรือการแสดงออกของคน จริงๆแล้ว ปรัชญาการเมืองไม่ใช่แค่แนวคิดที่ดูฟุ้งซ่านของนักคิดสติเฟื่องแต่อย่างเดียว แต่ปรัชญาการเมืองนั้นบางครั้งสามารถนำมาใช้ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆได้

อย่างในกรณีของสังคมอเมริกัน ที่ถ้าเราไม่เข้าใจถึงปรัชญาในเรื่องนี้ เราก็อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพฤติกรรมการแสดงออกแบบนี้ แต่ในมุมกลับกัน การนำปรัชญาการเมืองที่ดูฟุ้งซ่านในลักษณะนั้นมาใช้กับที่ส่วนอื่นๆของโลก ไม่ต้องที่ไหนไกล อย่างในประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง และเชื่อว่าประชาชนชาวไทยก็คงไม่เอาด้วย เพราะในช่วงของการล็อคดาวน์ เราได้ยินคำกล่าวหนึ่งที่ออกมาจากนายกรัฐมนตรีก็คือ สุขภาพนำเสรีภาพ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ แนวคิดแบบอเมริกันที่เสรีภาพนำทุกอย่าง ยอมตายแต่ไม่ยอมเสียเสรีภาพ คนอเมริกันอาจจะสมาทานแนวคิดดังกล่าว แต่สำหรับที่อื่นๆทั่วโลกส่วนใหญ่อาจจะไม่เอาหลักการดังกล่าวแบบคนอเมริกันที่มีความคิดเช่นนั้น บางทีพวกเราอาจจะมองว่าคนอเมริกันน่าจะเสียสติ แต่ในขณะเดียวกันพวกคนอเมริกันก็อาจจะไม่เข้าใจคนอื่นๆทั่วโลกเหมือนกันว่า ทำไมพวกเราถึงไม่รักษาเสรีภาพไว้”

----------------------------------------------------------------------

พอฟังเทปคำบรรยายของอาจารย์รัฐศาสตร์สาขาการปกครองของรามคำแหงจบ ผู้ใหญ่ลีร้องออกมาว่า “อ้อ ! อย่างนี้นี่เอง ข้ารู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร  จอห์น ล็อคคิดอย่างอาจารย์โนซิคนี่เอง” สาวรามรีบค้านว่า “ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ โนซิคคิดแบบจอห์น ล็อคต่างหาก” ส่วนแม่ของสาวถามเบาๆว่า “ที่เอ็งเรียนมานี่ เอาไปทำมาหากินได้ไหม ไอ้ปรัชญาการเมืองอะไรนั่น ?” สาวรามไม่ตอบ มีแต่ใบหน้าของอาจารย์ที่สอนเธอพุ่งพรวดขึ้นมาในห้วงภวังค์

หลายคนพึมพำทำท่าเข้าอกเข้าใจข่าวที่ประเทศเยอรมันที่ว่า รถไฟฟ้าไม่สามารถบังคับผู้โดยสารใส่หน้ากากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลยรณรงค์ให้คนไม่ใช้ยาดับกลิ่นเต่า เพราะเวลาขึ้นรถแน่นๆ กลิ่นตัวเหม็นเน่าจะได้โชยคละคลุ้ง จนคนต้องยอมสวมหน้ากาก ! ( Deutsche Welle สื่อของเยอรมนี ได้รายงานว่าบริษัทขนส่งบีวีจี ที่ให้บริการรถไฟใต้ดิน รถไฟและรถบัสในกรุงเบอร์ลินเยอรมนีได้ออกแคมเปญโฆษณาใหม่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีเนื้อหาในเชิงเสียดสี และประชดประชัน ที่สนับสนุนให้ผู้โดยสารไม่ต้องใช้ยาดับกลิ่นตัว เมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ เพื่อเป็นการลงโทษผู้ที่ไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย และยังเป็นการบังคับให้ผู้โดยสารต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ในช่วงที่โควิด19 ยังคงแพร่ระบาดในเยอรมนี)

ก่อนจะจบ ผมขอทิ้งคำถามไว้อีก “ตกลง สิทธิที่ฝรั่งบอกว่ามันติดตัวมาแต่กำเนิดนี่ มันติดมาพร้อมกับมนุษย์ทุกคนบนโลก หรือว่ามันเป็นวัฒนธรรมของแต่ละที่ ?”

(พระครูใบฏีกาที่นั่งข้างๆผู้ใหญ่แอบตอบมาก่อนว่า “โยม อาตมาขอตอบได้ไหม อาตมาว่ามันเป็นเรื่องอุปาทานหมู่นะ คนมีอุปาทานหมู่กันไปต่างๆนานา โยมอย่าคิดมากไปเลย ฉันเพลดีกว่า”)

สิทธิของข้า ใครอย่าแตะ !

                                                               สิทธิของข้า ใครอย่าแตะ !

Football news:

Goretska Pro 8:2 with Barca: This is only the first of three steps
Matteus on the defeat of Barca: it is Painful to see what happened to the team that inspired us for so many years
Bartomeu met with Pochettino this week. He could replace Sethien at Barca
Salihamijic Pro 8:2 with Barca: Bayern are very happy, but they want more
Recently, Mueller did not want to renew his contract with Bayern. Now he's turning the football around
The baby may get angry and leave. Luis Suarez Miramontes about Messi
Joan Laporta: bartomeu's Words are a manifestation of cowardice and failure