logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo logo
star Bookmark: Tag Tag Tag Tag Tag
Thailand

ศาลสั่งจำคุก 3 ปีชดใช้ 8.2 แสน เจ้าของเนอสเซอรี่-พี่เลี้ยง คดีทำน้องนาวาตาย

ศาลสมุทรปราการ พิพากษาเจ้าของเนอสเซอรี่และพี่เลี้ยง ให้จำคุกคนละ 3 ปี และชดใช้คำสินไหมทดแทนเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย กรณีทำน้องนาวาเสียชีวิตหลังจากฝากเลี้ยง 6 วัน  

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.62 ห้องพิจารณาคดีที่ 19 ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ฮ.6016/2561 อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางกมลวรรณ จีนจะโปะ อายุ 50 ปี เจ้าของเนอสเซอรี่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ ภายในหมู่บ้านสวัสดิ์ดี ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จำเลยที่ 1 ข้อหาดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วน นางอัมพร ดาวเรรัมย์ อายุ 28 ปี จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น ครูพี่เลี้ยง ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จัดตั้งและดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายเด็กชายจตุภัทร วรศาสตร์ จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองแล้วเห็นว่า เนื่องจากผลชันสูตรจากสถาบันนิติเวช ผู้ตายได้เสียชีวิตจากสาเหตุ กระดูกซี่โครงซี่ที่ 2 ถึงที่ 4 ด้านข้าง หักเป็นเหตุ ให้ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวและถึงแก่ความตาย ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการรับเลี้ยงเด็กมี จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างผู้เลี้ยงดูเด็ก จำเลยที่ 1 จึงต้องดูแลจำเลยที่ 2 ให้เลี้ยงผู้ตายเป็นอย่างดี ตามที่ตนประกอบกิจการ เมื่อจำเลยที่ 1 อยู่ในบริเวณที่จำเลยที่ 2 เลี้ยงดูผู้ตายดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องรู้เห็นถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ต่อผู้ตาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องหามปรามจำเลยที่ 2 มิให้กระทำดังกล่าว

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ห้ามปรามกลับให้จำเลยที่ 2 กระทำต่อผู้ตายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวถือว่ามีเจตนาร่วมกรทำความผิด กับจำเลยที่ 2 ด้วย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสอง จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานจัดตั้ง หรือดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 นั้นเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดตั้งหรือดำเนินกิจารสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำเลยที่จึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นปลงศพผู้ตายละค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพเป็นเงิน 1 แสนบาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 720,000 บาท รวมเป็นเงิน 820,000 บาท

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปีให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้คำสินไหมทดแทนเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 35 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากวันที่ 30 เม.ย.61 น.ส.วราลี เสริมจันทร์ อายุ 35 ปี มารดาของ ด.ช.จตุภัทร วรศาสตร์ อายุ 11 เดือน หรือน้องนาวา ได้เข้า ร้องขอความเป็นธรรมกับมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ช่วยให้ช่วยเร่งรัดคดี กรณีลูกชายวัย 11 เดือนเสียชีวิตปริศนาหลังจากได้พาน้องนาวา ไปฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี่ ครูอ้อ ภายในหมู่บ้านสวัสดี เลขที่ 986 / 116 หมู่ 4 ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ได้เพียง 6 วัน ก่อนลูกชายจะเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 13.25 น. วันที่ 25 เม.ย. ขณะที่ด้านพี่เลี้ยงอ้างว่า น้องนาวา ขาดอากาศหายใจจากผ้าอ้อมปิดหน้า แต่เมื่อผลชันสูตรออกมากลับพบว่า กระดูกซี่โครงหักถึง 3 ซี่ อวัยวะภายในปิดและตับ ม้ามคั่งเลือด เซลล์สมองมีลักษณะเสื่อมและตายบางตัว ซึ่งได้คัดแย้ง กับคำให้การขอจำเลยทั้งสองคน ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ นั้นถึงแก่ความตาย 

ทั้งนี้ บรรยากาศบริเวณหน้าศาล น.ส.วราลี เสริมจันทร์ แม่ของน้องนาวา ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่ช่วงเช้า โดยได้นำรูปน้องนาวาติดตัวมาด้วย

น.ส.วราลี แม่ของน้องนาวา กล่าวว่า ตนต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกชายมาเป็นเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน วันนี้ศาลตัดสินให้ทางครูอ้อ และครูพี่เลี้ยงจำคุก 3 ปี ถึงแม้จะแลกกับชีวิตของลูกชายที่เสียไปไม่ได้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมว่าคนผิดต้องได้รับโทษ หากวิญญาณน้องรับรู้ ตนอยากบอกว่าแม่ได้ทวงความยุติธรรมให้ลูกแล้ว ส่วนผู้ต้องหาเองหลังจากเกิดเหตุแม่กระทั่งวันที่ศาลนัดสืบพยานก็ไม่เคยติดต่อเข้ามาคุยกับตนเลยซึ่งเขาเองก็ยืนยันว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด และทราบว่า ทั้งสองได้นำหลักทรัพย์มาขอยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา แต่ตนเองก็จะต่อสู้จนคดีจะถึงที่สุดเช่นกัน.

อ่านเพิ่มเติม...

All rights and copyright belongs to author:
Themes
ICO