Thailand

สถาปัตย์ ทรมานสมอง อยู่เมืองยุคโมเดิร์น ต้นตอจิตป่วย ไมเกรน

ในอีก 30 ปีข้างหน้า องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่า ประชากรโลก 72% จะเลือกอาศัยอยู่ใน "เมือง" เพื่อโอกาสด้านความเป็นอยู่ การทำมาหากิน โหยหา "ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว" แต่จากการศึกษาวิจัยกลับพบว่า "การอาศัยอยู่ในเมือง" เป็นตัวการสำคัญทำให้ผู้คนมีสภาพร่างกายย่ำแย่ หรือ "ป่วย" มากขึ้น!

ทำไมเป็นอย่างนั้น? ผู้ไขคำตอบในเรื่องนี้ คือ "เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล" บุรุษเหล็กแห่งอังกฤษ ที่เคยกล่าวไว้ว่า "เราเป็นผู้สร้างอาคาร หลังจากนั้นอาคารจะหล่อหลอมเรา"

"เซอร์วินสตัน" ได้อธิบายความว่า หลังเหตุระเบิดเมื่อปี 1943 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจก่อสร้างที่ประชุมรัฐสภาแห่งใหม่ โดย "วินสตัน" ต้องการให้มีการออกแบบห้องรัฐสภาเป็น "ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า" อย่างที่เคยเป็นมาเอาไว้ แม้จะมีการเสนอให้เปลี่ยนเป็นแบบครึ่งวงกลมหรือทรงเกือกม้า เพราะเขาเชื่อว่าห้องรูปทรงเดิมมีส่วนทำให้เกิดระบบ "สองสภา" ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างประชาธิปไตยแบบอังกฤษ

เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 80 ปี คำพูดของ "เซอร์วินสตัน" มีน้ำหนักมากขึ้นจากผลการศึกษาที่ผสานองค์ความรู้ระหว่าง 2 ศาสตร์ คือ ประสาทวิทยาศาสตร์และสถาปัตยกรรม เรียกรวมกันว่า "ประสาทสถาปัตยกรรม" หรือ "Neuroarchitecture" ช่วยยืนยันว่าสิ่งก่อสร้าง อาคาร และทิวทัศน์ของเมืองส่งผลต่ออารมณ์ ความเป็นอยู่ และเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส

ทำความเข้าใจ...อะไรคือ "Neuroarchitecture"

การศึกษา "Neuroarchitecture" สามารถแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับโมเลกุล เซลล์ ระบบร่างกาย ไปจนถึงการแสดงออกเป็นพฤติกรรม เพื่อพยายามทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางกายภาพว่ามันส่งผลต่อแต่ละบุคคลอย่างไร ตัวอย่างเช่น การหลั่งสารเคมีในสมอง ฮอร์โมนหรือสารสื่อประสาท การถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงเซลล์ประสาทในสมอง การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม

ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ไม่มีกฎตายตัวที่สถาปนิกต้องปฏิบัติตาม เป็นเพียงชุดความคิดที่อธิบายคุณสมบัติของสมองมนุษย์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งเสริมการเรียนรู้การเข้าสังคม ช่วยให้ผ่อนคลาย ให้เกิดความรู้สึกเคารพยำเกรง และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับสถาปนิกและนักออกแบบเมืองว่า พวกเขาจะเลือกองค์ประกอบอะไร นำไปใช้ตอนไหน และนำไปใช้อย่างไร

"อลิสัน บรูคส์" สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านและออกแบบสังคม ให้ความเห็นว่า การออกแบบที่คำนึงถึงปัจจัยด้านจิตวิทยาจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างเมือง และถ้าวิทยาศาตร์สามารถช่วยให้นักออกแบบปรับมุมมองการให้คุณค่างานออกแบบว่าสิ่งไหนดี ไม่ดี จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม

บทเรียนจาก "ยุคโมเดิร์น"

การทำความเข้าใจจิตใจผู้อยู่อาศัยจะช่วยลดโอกาสในการเกิดโศกนาฏกรรมทางสถาปัตยกรรมอย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 1950 ที่ Pruitt-Igoe Housing Complex อาคารที่พักอาศัยในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐฯ อาคารหลังดังกล่าวกลายเป็นสถานที่สุดฉาวโฉ่ และที่เกิดเหตุอาชญากรรมซ้ำซาก โดยนักวิจารณ์ให้ความเห็นว่า การออกแบบพื้นที่ว่างระหว่างอาคารสูงทำให้ลดความเป็นชุมชน ท้ายที่สุด...รัฐก็ได้ทำลายอาคารเหล่านั้นทิ้ง หลังสร้างเสร็จได้เพียง 20 ปี

โครงการที่พักอาศัยสไตล์โมเดิร์นในยุคนั้นมีแนวคิดการออกแบบที่ต้องการแยกตัวเองออกจากชุมชน สร้างโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงการมีพื้นที่สาธารณะร่วมกัน ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่า "ออกแบบมาเพื่อให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ"

ลายเส้นของเมืองที่ทำให้ "ปวดไมเกรน"

ตามกฎธรรมชาติ สมองคนเราจะไม่เห็นเส้นลายที่ถูกซุกซ่อนในทิวทัศน์ตามธรรมชาติ ในทางกลับกัน หากเรามองตึกหรือสิ่งก่อสร้าง เราจะเห็นเป็นเส้นลายมีรูปแบบที่ซ้ำซาก ซึ่งผลวิจัยพบว่ารูปแบบและแพตเทิร์นซ้ำซากของป่าคอนกรีตจะไม่มีที่ให้พักสายตาได้เลย

นั่นเป็นเพราะว่า หลายหมื่นปีที่ผ่านมา สมองของมนุษย์มีการวิวัฒนาการเพื่อประมวลผลภาพธรรมชาติต่างๆ และส่งต่อสารพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น แต่ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดการขยายตัวของเมือง สมองจึงเริ่มเรียนรู้ทิวทัศน์ใหม่นี้ นับเป็นความท้าทายต่อระบบประมวลผลของสมอง

จากการทดลองของ "พอล ฮิบบาร์ด" มหาวิทยาลัยเอสเซ็ก ที่ร่วมกับ "หลุยส์ โอแฮร์" มหาวิทยาลัยลินคอล์น โดยการสร้างแบบจำลองเซลล์ประสาทที่กำลังประมวลผลในสิ่งที่เห็น แสดงให้เห็นว่า เมื่อสมองประมวลผลรูปภาพที่ทำลายกฎธรรมชาติ เซลล์ประสาทจะทำงานเพิ่มขึ้น มีการกระจายตัวน้อยลง หรือแปลง่ายๆ ว่า "รูปภาพเมือง" ทำให้เราต้องใช้สมองมากขึ้นเพื่อประมวลผล

นอกจากนี้ "โอลิเวอร์ พีนัคคีโอ" จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ และ "อาร์โนลด์ วิลคินส์" มหาวิทยาลัยเอสเซ็ก ที่ร่วมออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้วัดระดับรูปภาพที่จะใช้ในการทดลองว่าเป็นไปตามกฎของธรรมชาติมากเพียงใด ซึ่งพวกเขาค้นพบว่า ยิ่งรูปนั้นไม่สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติจะยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดเมื่อมองภาพนั้นมากขึ้น ไม่ว่ารูปนั้นจะเป็นรูปตึกหรือเป็นงานศิลปะก็ตาม

พวกเขาจึงได้นำรูปภาพของอาคารที่อยู่อาศัยในอดีตมาเข้าโปรแกรมวิเคราะห์และพบว่า 100 ปีที่ผ่านมา การออกแบบอาคารยิ่งไกลห่างจากกฎของธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ มีการสร้างเส้นลายขวาง ลายทางเพิ่มขึ้น จนทำให้การมองอาคารไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป

อีกวิธีหนึ่งในการวัดประสิทธิภาพของสมองในการประมวลผลภาพคือการวัดการใช้ออกซิเจนของสมอง พบว่า สมองจะต้องการออกซิเจนมากขึ้นเมื่อประมวลผลรูปภาพเมือง ซึ่งในความเป็นจริง อาการปวดหัวโดยปกติแล้วจะเกี่ยวข้องกับการใช้ออกซิเจนมากเกินไป จึงเป็นข้ออธิบายได้ว่า ทำไมงานออกแบบบางอย่างถึงทำให้คนดูเกิดอาการปวดหัว

ทั้งนี้ คนที่ป่วยโรคไมเกรนมักจะมีความอ่อนไหวและรู้สึกอึดอัดจากการมองแพตเทิร์นซ้ำซาก เนื่องจากรูปแบบนั้นเพิ่มการใช้ออกซิเจนในสมอง ทั้งที่คนป่วยโรคไมเกรนจะมีการใช้ออกซิเจนในสมองมากอยู่แล้ว ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนบางคนไม่สามารถทำงานได้ในออฟฟิศสไตล์โมเดิร์น เพราะแพตเทิร์นของอาคารทำให้พวกเขาอาการกำเริบ

"บางทีคงจะถึงเวลาแล้วที่กฎของธรรมชาติ จำเป็นที่จะต้องใส่เข้าไปในการออกแบบอาคารและสำนักงาน หรือนักออกแบบภายในจะลดการใช้เส้นลายทาง ลายขวาง บนกำแพงหรือพรม มีหลายครั้งที่การเพิ่มเส้นมันไม่จำเป็นแต่ทำเพื่อเพิ่มความสะดุดตา แต่จะกลายเป็นเจ็บตาแทนน่ะสิ" Arnold J Wilkins กล่าว

ความโดดเดี่ยวใน "สังคมเมือง"

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า การเติบโตในเมืองมีโอกาสการเป็นโรคทางจิตเภทมากกว่าคนที่เติบโตในชนบทถึง 2 เท่า ทั้งยังเสี่ยงจะเกิดอาการป่วยทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวลเรื้อรัง

สาเหตุหลักที่เป็นตัวกระตุ้นการเกิดปัญหาทางจิต คือ "ความเครียดทางสังคม" การขาดปฏิสัมพันธ์ในสังคมและการติดต่อกับเพื่อนบ้าน "แอนเดรียส์ เมเยอร์-ลินเดนแบร์ก" พบว่า การอาศัยอยู่ในเมืองสามารถเปลี่ยนโครงสร้างในสมอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ความเครียดในช่วงวัยแรกรุ่น

ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวอาจดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ เพราะโดยปกติแล้วคนก็มีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมที่ลึกซึ้งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในเมือง การอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเมืองเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวน่าสนใจ:

อ่านเพิ่มเติม...

Football news:

Laporte was supported by van Dyck: Sorry, bro. No joy, even though we are rivals
Lautaro Martinez: Messi is the best in the world. He is always one step ahead of the rest
The Atletico stadium was painted pink as part of the campaign to fight breast cancer
Frank Lampard: nothing comes easy in the Champions League. This is a great platform to learn new things
Ronaldo was not included in the Juve bid for the match against Dynamo Kyiv
Bruno on the role of captain: I didn't expect it. Tomorrow it's not about me, it's about the team. Everyone should be a leader
Ronaldo, Muller, van Basten, Bergkamp and Cruyff are among the nominees for the best centre forward in history (France Football)